หน้าแรก ภูมิภาค ผู้ว่าฯ นครพน...

ผู้ว่าฯ นครพนมรุดช่วย ‘ยายนุ้ย’ พบถูกหลอกสำเนาบัตร ปชช.ไปทำนิติกรรม

15.02.18 | 16:29 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นายอติชาต อุณหเลขกะ นายอำเภอธาตุพนม นายประเวศน์ กันสุข ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครพนม นางอภิญญา ชมภูมาศ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ น.ส.บุญอ้อม งามเชื้อ ผู้อำนวยการศูนย์ผู้สูงอายุจังหวัดนครพนม นำเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ให้การช่วยเหลือนางนุ้ย พรมราช อายุ 57 ปี พร้อมสามี นายทองคำ จิตค้า อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 6 บ้านนาทาม ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม หลังได้รับความเดือดร้อน ถูกกรมสรรพากรฟ้องศาลภาษีอากรกลาง เรียกเก็บภาษีเป็นเงินถึง 11.8 ล้านบาท โดยได้รับหมายศาลเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระบุกรมสรรพากรเป็นโจทย์ยื่นฟ้อง บริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โดยมี นางนุ้ย พรมราช เป็นจำเลยที่ 2 ในเนื้อหาจากเอกสารสำนวนฟ้อง พบว่า เป็นความผิดเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม และละเมิด เนื่องจากนางนุ้ย จำเลยที่ 2 ได้เปิดกิจการในชื่อบริษัท บริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด และมีชื่อเป็นผู้ชำระบัญชี มีสำนักงานที่ตั้งอยู่เลขที่ 15 หมู่ 1 ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก และอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของสรรพากรพื้นที่นครนายก แต่เลี่ยงชำระภาษี และมีการแจ้งขอยกเลิกจดทะเบียนบริษัท เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ซึ่งได้ทำคำขอจดทะเบียนโดยมีกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียว คือนางนุ้ย พรมราช ตามกฎหมาย ทำให้กรมสรรพากร ยื่นฟ้องร้องเรียกเก็บภาษี รวมถึง เบี้ยปรับ รวมเป็นเงินกว่า 11.8 ล้านบาท ซึ่งในเอกสารได้ระบุวันนัดสืบพยาน ไกล่เกลี่ย วันที่ 23 เมษายน 2561 นางนุ้ยจึงได้ออกมาร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ เนื่องจากเป็นคนมีฐานะยากจน ไม่มีธุรกิจส่วนตัว ทำงานรับจ้าง ยืนยันว่าถูกหลอกเอาเอกสารไปทำนิติกรรมแทน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เบื้องต้นผู้ว่าฯ นครพนม ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสอบปากคำเพิ่มเติมหาที่มา พบว่า เมื่อปี 2556 มีคนรู้จักในหมู่บ้านมาเอาเอกสารไป แต่นางนุ้ยไม่ได้เซ็นรับรอง เพราะอ่านหนังสือไม่ออก และเขียนหนังสือไม่เป็น อ้างว่าจะนำไปเป็นข้อมูลยืนยันว่าไม่มีปัญหา จึงหลงเชื่อเอาเอกสารสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านให้ไป จนเกิดปัญหาภายหลัง เมื่อปี 2557 มีหนังสือจากกรมสรรพากรแจ้งให้เสียภาษีเป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท จึงได้ปรึกษาไปทางอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบช่วยเหลือ แต่เรื่องเงียบไป และในปี 2559 มีหนังสือทวงมาอีกยอดเงินสูงกว่า 10 ล้านบาท แต่ไม่ได้วิ่งเต้นแก้ไข ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ มีหมายศาลภาษีอากรกลาง ยื่นฟ้องเรียกเก็บภาษี รวม 11.8 ล้านบาท ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่ามาจากการนำเอกสารสำเนาบัตรประชาชนไปทำนิติกรรมแทน พร้อมหาทางช่วยเหลือ โดยมอบหมายให้ยุติธรรมจังหวัดนครพนม ตั้งทนายรวบรวมพยานหลักฐานไปยื่นคำให้การต่อศาล โดยใช้งบประมาณจากกองทุนคลินิกยุติธรรม ช่วยเหลือด้านคดี

นายสมชาย เปิดเผยว่า หลังทราบข่าวได้นำเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบ ดูแลช่วยเหลือ สอบสวนเพิ่มเติม กรณียายนุ้ยถูกห้องเรียกเก็บภาษีเป็นเงินกว่า 11 ล้านบาท ตรวจสอบแล้วมั่นใจว่าเป็นบุคคลที่ไม่ได้ประกอบธุรกิจ หรือมีอาชีพ มีรายได้จำนวนมาก ถึงขั้นจะต้องชำระภาษีจำนวนมาก แต่ที่มาเบื้องต้นได้ข้อมูลว่า มาจากการที่มีบุคคลนำเอกสารของยายนุ้ยไปทำนิติกรรมแทน ในการช่วยเหลือขั้นแรก จะได้เร่งในเรื่องของคดีความที่ถูกฟ้องร้อง ให้ทางยุติธรรมจังหวัดดูแลช่วยเหลือ แสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากจบกระบวนการจะได้หารือต่อเนื่อง ในเรื่องการประสานหน่วยงานเกี่ยวข้อง เข้ามาตรวจสอบเอาผิดกับบุคคลที่เข้าข่ายหลอกลวง นำเอกสารไปดำเนินการแทนจนถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งนี้ ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ชาวบ้านต้องระวัง อย่าไว้ใจให้คนอื่นนำเอกสารไปกระทำการต่างๆ แทน สุดท้ายอาจตกเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งในเรื่องค่าใช้จ่ายทางจังหวัด โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ได้มอบเงินจำนวนหนึ่งช่วยเหลือดูแล เป็นค่าครองชีพ และจะดูแลช่วยเหลือต่อเนื่องในเรื่องคดีความ จนจบกระบวนการ

Advertisement