หน้าแรก ภูมิภาค รายงาน : หลัก...

รายงาน : หลักไมล์ ‘ดับไฟใต้’ อยู่ไม่ไกล 

26.02.18 | 16:50 น.

ภารกิจ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช มทภ.4
‘บีอาร์เอ็น-พูโล’ร่วมแผน’พาคนกลับบ้าน’


นับเป็นย่างก้าวสำคัญของโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ที่ขยับฟันเฟืองอย่างต่อเนื่อง เป็นกลไกเชื่อมต่อกับ “ผู้เห็นต่าง” ได้รับรู้เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า กองทัพภาคที่ 4 ต้องการพากลับบ้านเพื่อร่วมกันพัฒนาชาติไทย เพื่อตอกย้ำว่าประเทศไทยเป็นแผ่นดินหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่สามารถแบ่งแยกดินแดนให้ใครได้ และไม่มีวันเกิดขึ้นจริงแม้แต่วินาทีเดียว
“เหตุการณ์ไฟใต้จะจบลงเมื่อไหร่” มักเป็นคำถามอยู่เนืองๆ แต่ด้วยยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของกองทัพภาคที่ 4 ภายใต้การกุมบังเหียนของ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่กล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วว่า “เราเดินอยู่บนเส้นทางที่เริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว”

 

Advertisement

ภายหลังจากเมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พล.ท.ปิยวัฒน์เดินทางเข้ามาที่ศูนย์พัฒนาและฝึกอาชีพ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 4409 อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อดูขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติให้กับผู้เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้คดีความมั่นคง หลายคนได้กลับคืนสู่แผ่นดินอันสงบสุขอีกครั้ง จากที่ระเห็จเร่ร่อน รอนแรมหากินอยู่กับป่าเขา หลบๆ ซ่อนๆ ระหว่างพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตมานานหลายสิบปี ทั้งความกังวลใจต่างๆ กับชีวิตของตนเองและครอบครัว กลายเป็นหลักลอย โดยเฉพาะบุตรหลานไม่มีโอกาสใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างที่ควรจะเป็น อนาคตแทบดับสูญ หากไม่ปลีกตัวก็จะตกอยู่ในวังวนของการถูกทำให้เข้าใจผิดต่อชาติบ้านเมือง ถูกรับจ้างให้ไปก่อเหตุ ถูกสั่งให้ไปร่วมก่อการโดยไม่มีทางรู้เลยว่า “ใครคือคนสั่งการ”
สิ่งที่ทำร้ายต่อบ้านเมืองจะนำไปสู่หลักคิดอะไร ลูกหลานที่เติบโตขึ้นทุกวันก็คงไม่พ้นเข้าสู่วงจรเหล่านี้เช่นกัน
วันนี้ บุคคลที่หลงผิดเพราะถูกทำให้เข้าใจอุดมการณ์ที่บิดเบี้ยวต่างปลื้มอกปลื้มใจ น้ำตารินไหล ไม่คิดว่าจะได้ออกจากป่าเขา ไม่อยากหันกลับไปมองมันอีก นานแล้วที่ไม่เคยมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทุกคนหันมามองหน้าสื่อกันด้วยความรู้สึกและภาษากายว่า “เหมือนได้ชีวิตใหม่”

บรรยากาศที่หน่วยเฉพาะกิจเป็นไปด้วยดี โดยมี นายพงศ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก
แม่ทัพภาคที่ 4 พูดคุยทักทายผู้เข้าร่วมโครงการในล็อตประเดิมนี้จำนวนกว่า 100 คน พร้อมสร้างความมั่นใจและหลักประกันในชีวิตว่าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่ถูกข้อหาก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกันไป เพราะถึงอย่างไรชีวิตใหม่เริ่มนับหนึ่งกันไปแล้ว เจ้าหน้าที่ได้จัดให้ทั้งหมดพักภายในศูนย์พัฒนาและฝึกอาชีพ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 4409 ไปก่อน เพื่อใช้เวลาพิสูจน์สัญชาติและเรียนรู้ภาษาไทยทั้งพูดและอ่านเขียน ฝึกอาชีพที่ถนัดติดตัวไป โดย พล.ท.ปิยวัฒน์นำหนังสือเรียนภาษาไทยทั้งฝึกเขียนฝึกอ่านไปมอบให้ทุกคน

กลุ่มผู้เห็นต่างกลับใจเข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน เมื่อครั้งซ้อมชกมวยอยู่ที่หลบซ่อนแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน

“การที่ผู้เห็นต่างสมัครใจยอมเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้านแสดงว่าบุคคลเหล่านี้มองเห็นถึงความตั้งใจของหน่วยงานทหารที่พร้อมจะอำนวยความยุติธรรมและการที่เจ้าหน้าที่แสดงความบริสุทธิ์ใจให้กลับมาช่วยกันดูแลบ้านเมือง ไม่ใช่จำนวนแค่นี้เท่านั้น เป็นที่น่ายินดีว่ามีประชาชนอีกจำนวนนับพันกำลังตัดสินใจเข้าสู่โครงการนี้ สำหรับคนที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วมีการตรวจพิสูจน์สัญชาติแล้วว่าเป็นคนไทย ก็ได้จัดทำบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละคนไปแล้วส่วนหนึ่ง และกำลังทยอยพิสูจน์กันต่อเนื่อง

“ผู้ที่เข้าร่วมรอการพิสูจน์สัญชาติให้ถูกต้องก็จะมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานสอนหนังสือภาษาไทย และส่วนหนึ่งให้พี่น้องหรือญาติของผู้ที่เข้าร่วมโครงการช่วยสอนกันไปด้วย การฝึกสอนอาชีพตามโครงการพระราชดำริ หรือผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะประกอบอาชีพที่บ้านเกิดก็ได้เช่นกัน” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว

เส้นทางธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มเห็นต่างใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งหมดต่างเข้าร่วมโครงการกลับบ้านไปแล้ว

หวันหลี ยูโซะ ผู้เข้าร่วมโครงการที่ได้สัมผัสบัตรประชาชนอีกครั้งในชีวิตว่า กล่าวว่า “ผมหลบหนีจากประเทศไทยไปกว่า 40 ปี ไม่เคยคิดว่าจะได้กลับมาเมืองไทย รู้สึกปลื้มใจมากที่ได้กลับแผ่นดินเกิด ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ได้บัตรประชาชนเสมือนผมได้เกิดใหม่ สามารถประกอบอาชีพได้ กลับมาอยู่ร่วมกันกับครอบครัว ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมกันพัฒนาชาติไทยและใช้โอกาสนี้ชักชวนผู้ที่หลงผิดที่หลบซ่อนบนป่าเขา ติดต่อมาที่เจ้าหน้าที่และกลับมาร่วมโครงการพาคนกลับบ้านกันเถอะ”

หากย้อนกลับไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2561 มีบุคคลเห็นต่างอ้างเป็นอดีตแกนนำกลุ่มพูโล เคยร่วมก่อการมากนับครั้งไม่ถ้วน และยังเป็นหน่วยฝึกยุทธวิธีการรบให้กลุ่มติดอาวุธก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของสงขลา ได้พยายามติดต่อผ่านคณะทำงานของ พล.ท.ปิยวัฒน์เพื่อขอเข้าโครงการพาคนกลับบ้าน โดยมีเพื่อนและครอบครัวอีกจำนวนหนึ่งแจ้งจุดประสงค์เข้ามา ทั้งหมดอ้างว่าต้องการยุติบทบาทการเคลื่อนไหวต่างๆ แล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะเชื่อว่าหากไม่ยุติการเคลื่อนไหวในวันนี้แล้ว การหันหน้าเข้าพูดคุยกันในเรื่องสันติสุขก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

การพูดคุยครั้งนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบตามลำดับขั้นตอนเพื่อสอดคล้องไปในทิศทางที่โครงการพาคนกลับบ้านกำหนดไว้ โดยบุคอลี (สงวนนามสกุล) หนึ่งในแกนนำขบวนการพูโลเผยว่า หลังติดตามดูการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่โดยเฉพาะโครงการพาคนกลับบ้านที่ปรับรูปแบบใหม่ ทำให้เห็นจุดยืนนำไปสู่แนวทางออกร่วมกัน มั่นใจในตัวแม่ทัพภาคที่ 4 คนนี้

“ความรุนแรงที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั้นเป็นการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ของกลุ่มไม่มีอุดมการณ์ แยกไปรับจ้างจากกลุ่มอิทธิพล กลุ่มกระทำผิดกฎหมายหวังผลประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มยาเสพติด การก่อเหตุที่มุ่งอุดมการณ์นั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว ที่ผ่านมาเมื่อมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่ ก็มักจะกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน ที่ไม่มีอยู่จริง” บุคอลีกล่าว

พล.ท.ปิยวัฒน์ได้ขยายรายละเอียดโครงการ “พาคนกลับบ้าน” ที่ปรับปรุงใหม่ สร้างทิศทางให้กลุ่มเห็นต่างยอมรับมากขึ้น ทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1.การรณรงค์สร้างความเข้าใจกับผู้ก่อเหตุรุนแรงและผู้เห็นต่างจากรัฐ 2.การรับรายงานตัว/ปรับทัศนคติ จะให้ความสำคัญในกรอบกลุ่มเป้าหมายที่มีชื่อในระบบฐานข้อมูลหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน., หมาย ป.วิอาญา ขณะเดียวกันระหว่างการอบรมปรับเปลี่ยนทัศนคติ จะพาไปดูงานหมู่บ้านปิยะมิตรของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย 3.การปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมาย 4.ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอขับเคลื่อนชมรมพาคนกลับบ้าน จัดตั้งไว้แล้ว 37 ชมรม อำเภอละ 1 ชมรม 5.พัฒนาคุณภาพชีวิต/ส่งเสริมอาชีพ โดยศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และ 6.กลับภูมิลำเนา เป็นการติดตามพบปะพัฒนาสัมพันธ์ ให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการกลับภูมิลำเนาเดิม มีความปลอดภัย มีเกียรติและศักดิ์ศรี มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างปกติสุข

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ยังทำขั้นตอนของโครงการพาคนกลับบ้านไว้อย่างรัดกุม มีการกำหนดเป้าหมายการดำเนินการในปี 2561 เป็น 5 กลุ่ม แบ่งเป็นกลุ่มที่มีชื่อตามระบบฐานข้อมูล 3 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มหมาย ป.วิอาญา, กลุ่มหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกลุ่มไม่มีหมายจับจากศาลแต่มีชื่อในระบบฐานข้อมูล ส่วนกลุ่มนอกระบบฐานข้อมูล คือ กลุ่มที่มีหลักฐานกล่าวพาดพิงจากการซักถาม และกลุ่มที่หน่วยให้การเพ่งเล็งหรือให้ความสำคัญ

ก่อนหน้านี้ พล.ท.ปิยวัฒน์เคยกล่าวถึงผู้ที่ยังจ้องก่อเหตุป่วนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ด้วยว่า มีโอกาสนำชาวบ้านเข้าไปดูที่หมู่บ้านปิยะมิตร ตั้งอยู่ ต.ตะเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา ที่มีคนอาศัยอยู่ ในอดีตเป็นผู้ก่อการร้ายโจรคอมมิวนิสต์ ก่อนจะยอมหันหน้าเข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ยอมมอบตัวและวางอาวุธตามนโยบาย 66/2523 ชาวบ้านได้ไปเห็นหมู่บ้านแห่งนี้ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า รัฐบาลทำจริงแล้วก็พูดจริง เมื่อร่วมพัฒนาชาติไทยแล้ว สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเปิดเผย อย่างที่หมู่บ้านปิยะมิตร

“พรุ่งนี้เช้า เขารู้แล้วว่าต้องทำอะไรให้ลูกทาน สามารถกำหนดชีวิตได้ เมื่อมีงานอาชีพ ผมบอกแล้วว่าการที่จะทำระเบิดหรือก่อเหตุรุนแรงทั้งหลาย เงินสักบาทผมก็ไม่ให้ แต่ถ้าคุณกลับเข้ามาช่วยพัฒนาชาติไทย ร่วมทำมาหากินในอาชีพที่สุจริต มีที่ทำกินสัก 10-20 ไร่ รัฐบาลจะช่วยคุณในการทำมาหากิน จะเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ หรือปลูกผัก มีกระทรวงต่างๆ คอยสนับสนุนอยู่แล้ว ขอให้กลับมาร่วมกันพัฒนา มีคนรอรับท่าน”

ขณะที่ “แวดือราแม มะมิงจิ” ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.ปัตตานี กล่าวถึงโครงการพาคนกลับบ้านในยุคของแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบันว่า แม่ทัพเดินมาถูกทางแล้ว มีความชัดเจนและรับผิดชอบสูง ประกอบกับบุคคลที่คิดเห็นต่างหอบลูกหลานลงมาเข้าโครงการ เท่าที่ไปพูดคุยด้วยมีทั้งแกนนำพูโลบ้าง บีอาร์เอ็นบ้าง ต่างเชื่อใจแม่ทัพ จึงออกจากป่า ไม่ได้มีใครบังคับมา เขาพอใจกันมากที่จะมีโอกาสพิสูจน์สัญชาติ เพราะส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชน ที่สำคัญเด็กที่ลงมาด้วยจะได้เข้าเรียนหนังสือ มีการศึกษา ชุดที่เข้าโครงการรวม 103 คนล่าสุดนั้น มีเด็กอายุ 15 ปี ประมาณ 25 คน และยังมีเด็กเล็กลงไปอีก

“ได้สอบถามคนเหล่านี้ ต่างเชื่อแม่ทัพมีความจริงใจจะทำตามคำมั่นที่ให้ไว้ น่าสนใจยังมีกลุ่มคนที่หลบหนีอีกนับพันคนที่ทางการไม่ต้องไปตาม เขาต้องการให้กลุ่มร้อยกว่าคนนำร่องไปก่อน หากเห็นว่าใช่จะทยอยออกมาเอง” แวดือราแมกล่าว และว่า จากนโยบาย 66/2533 ทำให้คอมมิวนิสต์กลับใจได้นั้น จะเป็นต้นแบบให้กับโครงการพาคนกลับบ้านใน พ.ศ.นี้ เน้นว่ารัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจจนเกิดการยอมรับ จะนำไปสู่การเกิดสันติสุขได้เช่นกัน ขอให้อดทน และน่าสนใจที่ว่า หากวันหนึ่งแม่ทัพต้องเกษียณไป รัฐบาลชุดใหม่ต้องมา ก็อยากให้คงสภาพของโครงการนี้ไว้เหมือนเดิม ต้องมาสานต่อให้ดี แม้แต่โอไอซี (Organisation of the Islamic Conference) หรือองค์การความร่วมมืออิสลามยังเข้าใจ เพราะคิดเหมือนกันว่า ไม่ควรใช้ความสุดโต่งหรือความรุนแรงแก้ปัญหา หากเดินมาถูกต้อง บ้านเมืองจะเกิดความสงบสุขและสันติสุขในไม่ช้า

กล่าวสำหรับคำสั่ง 66/2523 สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ยอมรับว่า การก่อการร้ายและสงครามกลางเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยเป็นเรื่องของการเมืองล้วนๆ จึงใช้นโยบายการเมืองนำการทหารช่วยยุติสงครามปฏิวัติของคอมมิวนิสต์ลงได้ ผู้ที่หลงผิดคิดต่างเดินออกจากป่าทั่วประเทศเข้ามาร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทย สามารถดับไฟสงครามกลางเมืองลงได้ในเวลาเพียง 2 ปีกว่า ทั้งที่เป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการจะกลืนกินแผ่นดินไทย นับเป็นสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิดว่าการต่อสู้กันทางความคิดจะลงเอยอย่างรวดเร็ว

นโยบายโครงการพาคนกลับบ้านที่ปรับเปลี่ยนให้เป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย กลุ่มผู้เห็นต่างเริ่มมีการพูดคุยกันมากขึ้น ส่วนแนวคิดที่ถูกเสี้ยมสอนมุ่งจะแบ่งแยกดินแดนออกไปนั้น แท้จริงแล้วแผ่นดินไทยล้วนเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน ถึงเวลาที่คนไทยเหล่านี้จะได้กลับมาดูแลบ้านเกิดเสียที

ทีมข่าวภูมิภาคม – รายงาน