หน้าแรก ภูมิภาค จนท.ลั่น! ดำเ...

จนท.ลั่น! ดำเนินคดีเป้าแรก กลุ่ม 135 รีสอร์ทนอกแปลง รอส. รุกป่าผิดชัดเจน

9.03.18 | 21:01 น.

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พล.ท.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(ผอ.ศปป.4 กอ.รมน.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นการร่วมประชุมกับคณะเจ้าหน้าที่ฯเพื่อหารือถึงแนวทางการตรวจสอบการใช้ประโยชน์ที่ดิน รอส.เขาค้อ หลังพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีว่า ในการประชุมเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าจะมีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีการดำเนินคดีเพื่อบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และต้องมีการศึกษาช่องว่างต่างๆ หรือจุดอ่อนในประเด็นไหนที่ต้องปรับแก้ จึงให้มีการตั้งคณะทำงานติดตามและทำคดีขึ้นมาโดยตรงและให้เป็นรูปธรรม โดยจะไม่แยกทำเป็นคดีๆไปแต่จะทำเป็นก้อนๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้น ประชาชนจะได้คลายความกังวล ซึ่งจริงๆ เจ้าหน้าที่ทำงานเต็มที่อยู่

พล.ท.ผดุงกล่าวอีกว่า เวลานี้มีการแบ่งกลุ่มปัญหาไว้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกรีสอร์ทบ้านพัก 135 รายที่อยู่นอกแปลง รอส. ซึ่งถือว่าบุกรุกพื้นที่ป่าที่กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้โดยตรง และกลุ่มที่ 2 ได้แก่ กลุ่มรีอสร์ทบ้านพัหตากอากาศ 332 รายที่อยู่ในแปลงรอส. และกลุ่มรอส. 1,051 ราย ซึ่งขัดต่อระเบียบและทำผิดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ได้รับการพิจารณาก็จะดูเป็นอันดับไป แต่มิใช่หมายความว่าจะทำตามอันดับเพียงจัดกลุ่มเพื่อให้ทำงานสะดวกและเร็วขึ้น เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกันกับสถานะการครอบครองที่ดินเรื่องเจตนาหรือไม่เจตนาก็เกี่ยวพันกันตรงนี้ แต่ผลการประชุมกันครั้งนี้มีความชัดเจนขึ้นและจะขับเคลื่อนได้โดยความสบายใจ

ผอ.ศปป.4 กอ.มรน กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มแรกผิดชัดเจนอยู่แล้วสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที เรื่องนี้ไม่น่าจะยุ่งยากอะไรเพียงแต่คดีจะเยอะหน่อย ก็ต้องเห็นใจทางเจ้าหน้าที่ด้วยในการรวบรวมหลักฐานไม่ใช่ไปแจ้งแล้ว สามารถตัดสินกันได้เลยในวันเดียว ส่วนใครจะเป็นแจ้งความกล่าวโทษนั้น ใครมีอำนาจหน้าที่ละ กองทัพภาคที่ 3 ผู้ขอใช้ประโยชน์มีเงื่อนไขวัตถุประสงค์ชัดเจน เมื่อพบมีการกระทำผิดกองทัพภาคที่ 3 ก็ต้องทำหน้าที่ตามกฎหมายตรงนี้ก่อน จากนั้น พ.ร.บ.ป่าสงวนฯโดยกรมป่าไม้ก็ต้องเข้าไปดำเนินการ ส่วนการปลด รอส.หรือไม่นั้น ถ้าทำผิดก็ต้องทำตามข้อบังคับนั้น เพราะข้อบังคับดังกล่าวหากศึกษาดีๆ จะเห็นเจตนารมณ์ของการขอใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อจัดสรรให้เป็นที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างไรก็ชัดเจน ซึ่งรอส.ทุกคนต่างรับทราบวิธีการและเงื่อนไขชัดเจนดีอยู่แล้ว และตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าการเข้ามาทำงานของคณะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เพื่อเอาชนะหรือให้ประชาชนแพ้ แต่มาทำงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และขอย้ำถึงการขอใช้ประโยชน์พื้นที่ของกองทัพฯเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการตั้งโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กขึ้น

พล.ท.ผดุงยังตอบข้อถึงปัญหาอุปสรรคเรื่องผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ด้วยว่า ไม่ใช่ปัญหาอิทธิพลจะเหนือกฎหมายได้อย่างไร และก็คงเสียเวลานะหากจะว่าคดีนี้ใครมีอิทธิพล ก็ดำเนินการไปตามกฎหมาย หากใครมาขัดขวางเดี่ยวก็ปรากฏขึ้นเอง ถ้าไม่มีก็ไม่มีอิทธิพล ส่วนการรื้อฟื้นคดีตึกยักษ์และคดีรีสอร์ทอื่นๆ ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไปก่อนหน้านี้หรือไม่ ต้องทำใหม่อยู่แล้ว ไม่ใช่จบแค่นี้ ทางเจ้าหน้าที่ต้องไปดูว่ามีหลักฐานใหม่ที่จะฟ้องอีกได้ไหม เป็นขั้นตอนของกฎหมายแต่ยันยันว่า คงไม่ปล่อยให้จบ ส่วนเรื่องจะมีการรื้อถอนกันหรือไม่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเรื่องการกำหนดกรอบผลสุดท้ายอะไรที่จะเป็นประโยชน์กับรัฐหรือไม่ยังไม่กล้าลงไปใยรายละเอียด เป็นเรื่องของนโยบายที่จะต้องมีการหารือกันในภายหลัง

Advertisement

ข่าวแจ้งว่า สำหรับความคืบหน้าการรื้อฟื้นคดีตึกยักษ์กลางเขาค้อที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง หลังจากนายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้สั่งรื้อฟื้นคดีรีสอร์ทหรูในแปลงรอส.และอยู่ในเขตป่าที่กองทัพภาคที่ 3 ขอใช้ทั้งคดีเก่าและคดีใหม่รวม 37 คดีที่อัยการหล่มสักสั่งไม่ฟ้อง โดยประสาน ศปป.4 กอ.รมน.และทหารในพื้นที่จัดเจ้าหน้าที่สนับสนุนทางป่าไม้ เพื่อลงพื้นที่เก็บหลักฐานพยานเพิ่มเติมนั้น โดยล่าสุดเมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษ ศปป.4 กอ.รมน., นายสมศักดิ์ ชวนชม หน.หน่วยป้องกันพิทักษ์ป่าเพชรบูรณ์ที่ 2 (เขาค้อ) นำคณะเจ้าหน้าที่ป่าไม้,ทหาร ชป.โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กและตำรวจ เดินทางไปสอบปากคำคนงานเฝ้าสถานที่ก่อสร้างตึกอาคารขนาดใหญ่ที่บ้านส่งคุ้ม หมู่ 12 ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ

โดยผู้เฝ้าตึกยักษ์ให้การว่า รับจ้างเฝ้าสถานที่ก่อสร้างและอุปกรณ์วัสดุก่อสร้างต่างๆโดยได้รับค่าจ้างวันละ 450 บาท เฝ้ามาตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว และหลังเสร็จสิ้นการสอบปากคำแล้ว พ.อ.พงษ์เพชรพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ จึงเดินทางไปที่สภ.เขาค้อ เพื่อนำบันทึกการให้ปากคำดังกล่าวแจ้งบันทึกลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน