จากการกล่าวขานอภินิหารของหลวงพ่อนวม วัดแจ้งเจริญ อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี หนึ่งในเกจิอาจารย์ผู้เลื่องลือเรื่องของการประลองวิชาทางไสยศาสตร์ จนชาวกะเหรี่ยงจำนวนไม่น้อยจากภาคตะวันตกให้การเคารบนับถือมาแต่อดีต ด้วยความเชื่อที่ว่าหลวงพ่อมีวิชาศักดิ์สิทธิ์จนกลายเป็นประเพณีเหยียบหลังกะเหรี่ยงมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 1 พฤษภาคมของทุกปี ชาวกะเหรี่ยงทั่วสารทิศจะหลั่งไหลมาให้หลวงพ่อเหยียบหลัง เพื่อความเป็นสิริมงคลคลแก่ชีวิตและครอบครัว ถือเป็นประเพณีแปลกมีแห่งเดียวของประเทศที่มีมานานกว่า 100 ปีมาแล้ว

การนอนเรียงให้พระเหยียบหลังของชาวกะเหรี่ยง ถือเป็นประเพณีที่มีมานานกว่า 100 ปีมาแล้ว โดยชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่นับถือหลวงพ่อนวม อดีตเจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญ ตั้งอยู่ที่ ต.จอมประทัด อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี ที่ตกทอดมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน หลังจากที่บรรพบุรุษชาวกะเหรี่ยงได้มีการนับถือหลวงพ่อนวม ที่เคยออกธุดงค์ไปยังเขตชายแดนไทยด้านตะวันตก จนเข้าสู่ถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยง และแล้วชาวกะเหรี่ยงเมื่อเห็นพระสงฆ์เข้ามาเยียบถิ่นฐาน ฝ่ายผู้นำก็มีการประลองวิชาทางไสยศาสตร์ ระหว่างผู้นำชาวกะเหรี่ยงกับหลวงพ่อนวม จนในที่สุดหลวงพ่อนวมได้แสดงอภินิหารหลายอย่าง จนทำให้ชาวกะเหรี่ยงให้การยอมรับว่าหลวงพ่อมีวิชาศักดิ์สิทธิ์จริง หลังจากนั้นหลวงพ่อนวมได้ธุดงค์กลับมาที่วัด ทำให้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวกะเหรี่ยงในสมัยนั้น ได้ออกติดตามหลวงพ่อกลับมาจนทราบว่าท่านได้จำวัดอยู่ที่วัดแจ้งเจริญ จ.ราชบุรี จนมีชาวกะเหรี่ยงได้ติดตามมาให้ความเคารบกราบไหว้บูชา และให้หลวงพ่อเยียบหลังเพื่อความเป็นสิริมงคล และเชื่อว่าสามารถรักษาโรงภัยไข้เจ็บได้จึงกลายมาเป็นประเพณีเยียบหลังสืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้

เรื่องราวในอดีตของพ่อหลวงพ่อนวมนั้น ได้รับการบอกเล่าจาก พระครูศรีธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญองค์ปัจจุบัน ให้ข้อมูลว่า เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ว่ากันว่าขณะที่หลวงพ่อนวม อดีตเจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญได้ออกธุดงค์ไปด้านทิศตะวันตก ปรากฏหลักฐานอยู่คือที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี มีหลักฐานเป็นศาลาที่ชาวบ้านสร้างถวายเอาไว้อยู่กลางหมู่บ้าน ส่วนเรื่องราวที่ชาวกะเหรี่ยงให้ความเคารพนับถือนั้น ถึงกับปลูกศาลาไว้ให้ท่านเวลาถึงเทศกาลที่ชาวกะเหรี่ยงจะทำพิธีบูชาก็จะไปรวมกันที่นั่น สมัยนั้นชาวกะเหรี่ยงยังไม่ได้นับถือท่าน ตรงข้ามกลับเกลียดชังด้วยซ้ำ ถือว่าคนที่เข้าไปในหมู่บ้านของเขาถ้าหากเป็นคนที่โกนศีรษะหรือตัดผมเกรียนถือเป็นสิ่งอัปมงคล หลวงพ่อนวมจึงถูกชาวกะเหรี่ยงเกลียดชัง การปกครองสมัยนั้นที่เล่ากันว่าจะมีการปกครองแบบหัวหน้าเผ่า และเจ้าบ้านจะหมายถึง ผู้ใหญ่บ้าน นายบ้านหมายถึงกำนัน จะมีหัวหน้าเผ่าที่อยู่สูงสุดตัดสินใจทำอะไรได้ เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน ทางหัวหน้าเผ่าก็จะมีโอกาสประลองของวิเศษของเขาทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อให้หลวงพ่อนวมมีอันเป็นไป แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ หลวงพ่อได้เลย พอวันสุดท้ายที่หลวงพ่อจะจากที่นั้นไปสู่อีกที่หนึ่ง รุ่งขึ้นประชาชนชาวกะเหรี่ยงได้นัดหมายมาหาหลวงพ่อ เพราะเกรงว่าหัวหน้าเผ่าจะประลองวิชาหรือทำอะไรกับหลวงพ่ออีก ผลที่สุดแล้วช่วงเช้าวันนั้นเองมีชาวกะเหรี่ยงนำลูกหลานเด็ก ๆ มาหาหลวงพ่อกัน เด็กเล็กรู้สึกหิวน้ำ พ่อแม่จึงได้เอาน้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่เตรียมมาให้เด็กกิน แต่ปรากฏว่าถูกผู้นำกะเหรี่ยงประลองวิชาอีก น้ำที่เอาใส่กระบอกไม้ไผ่มาด้วยกลับเทไม่ออกจากกระบอก หลวงพ่อเองก็ต้องการน้ำเหมือนกัน เพราะต้องการออกเดินทางต่อไป แต่สมัยนั้นพูดภาษากันไม่รู้เรื่องเนื่องจากใช้คนละภาษาจึงได้ตีใบ้กัน ท่านรู้ว่าถูกประลองวิชา จึงชี้มือไปที่กระบอกน้ำที่ชาวกะเหรี่ยงถือไว้ใกล้ที่สุดกับตัวท่านและใช้มือชี้ที่ปากท่านหมายถึงต้องการน้ำเช่นกัน ชาวกะเหรี่ยงที่อยู่ใกล้ท่านก็ยื่นกระบอกน้ำเทลงในบาตรพระ เด็กที่ร้องไห้อยากจะกินน้ำเห็นน้ำกระบอกนี้ออกก็ได้มาขอน้ำกินให้เด็กบ้าง หลังจากนั้นกระบอกน้ำอื่น ๆ ก็มีน้ำไหลออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ทุกกระบอก เป็นเรื่องที่เล่าให้ฟังต่อกันมาถึงความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนวม

พระครูศรีธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญองค์ปัจจุบัน ให้ข้อมูลว่า พอเป็นเรื่องแปลกอย่างนี้ทางหัวหน้าเผ่าคิดสนใจว่า คนผู้นี้คงมีอะไรดี หลังจากนั้นหลวงพ่อได้ถอนกรดออกเดินทางต่อ ทางหัวหน้าเผ่าได้สั่งคนของเขาออกติดตามหลวงพ่อไปตลอดไม่ให้หลวงพ่อรู้ โดยที่จัดคนไป 5 คน ใน 5 คน มีอาหารครบจนถึงวันรุ่งขึ้น คิดว่าออกเดินแล้วช่วงเย็นใกล้พลบค่ำและจะหยุดพักปักกลด คนที่ติดตามจึงทราบว่าท่านจะหยุดพักที่นั่น จึงทิ้งคนไว้ 2 คน อีก 3 คน กลับไปบ้าน และคนที่จะมาเสริมต่อมีการจัดไว้เพื่อเฝ้าท่าน ใช้คนสับเปลี่ยนกันเพื่อติดตามหลวงพ่อไปว่าจะไปถึงไหน ทำอย่างที่เคยทำมาคือทิ้งคนไว้แล้วที่เหลือกลับหมู่บ้านจนเวลาผ่านไปประมาณเดือนเศษ มีการเล่าว่าใช้คนติดตามหลวงพ่อประมาณกว่า 300 คน จนมาถึงที่วัดแจ้งเจริญ พอทราบว่าหลวงพ่ออยู่วัดนี้ จึงเดินทางกลับแล้วก็ยังมีชาวกะเหรี่ยงอยู่ต่างถิ่นที่ทราบเรื่องก็ต่างเดินทางมาเพื่อจะลองวิชากับหลวงพ่ออีก โดยนำช้างมา 3 เชือก จาก อ.สวนผึ้ง ขี่ช้างมา 3 เชือก 6 คน มาพักที่ศาลาในป่าช้า เป็นศาลาตั้งศพคนตาย จะฝังหรือเผาก็จะมีพิธีสวดบังสุกุลที่ศาลานี้ ซึ่งชาวบ้านแถวนี้ไม่เคยเห็นช้าง ไม่เคยเห็นชาวกะเหรี่ยงก็แห่กันมาดู พอถึงเวลาเย็นชาวกะเหรี่ยงได้แสดงวิชาอาคมที่จะให้คนได้เชื่อว่าเป็นคนมีวิชาอาคม มีการแสดงการถากหน้าแข้งของตนเองแล้วให้กลายเป็นสะเก็ดไม้ และนำเอาสะเก็ดไม้นั้นไปติดไฟหุงข้าว พอรุ่งขึ้นอีกวันที่ชาวกะเหรี่ยงจะกลับบ้าน ชาวบ้านก็แห่มาดูชาวกะเหรี่ยงและช้างอีก แต่วันนั้นมีชาวบ้านเห็นว่าที่บริเวณเสาศาลาตั้งศพถูกถากออกไปเยอะ เลยคิดว่าเสานี้ที่กะเหรี่ยงอ้างว่าถากหน้าแข้งเป็นสะเก็ดไม้ช่วงกลางคืนนั้นน่ามาจากสะเก็ดไม้จากเสาศาลานี้เอง จนเสาศาลาใกล้จะหักโค่นแล้ว ชาวบ้านได้มาบอกหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็พูดกับคนที่มาบอกว่า “ เข้ามาอาศัยและมีความสุขแล้ว และยังมาทำลายที่พักที่อาศัย อย่างนี้คนนั้นไม่มีความเจริญ เรียกว่ามาทำลายความสุขที่ตัวเองได้รับ ” แล้วสั่งคนที่มาบอกไปหากะลามา 3 ฝา เมื่อได้กะลาแล้วหลวงพ่อจึงปลุกเสก แล้วให้คนนำไปคว่ำที่หน้าบันไดขึ้นกุฏิ ทางฝ่ายชาวกะเหรี่ยงนั้น เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ก็เอาข้าวของที่นำมาใส่กระสอบเตรียมเดินทางออก แต่มองไม่เห็นช้างก็สงสัยว่าช้างที่พามาด้วยถูกคนขโมยไป หาอยู่นานในที่สุดขึ้นไปหาหลวงพ่อที่กุฎิ แต่ก็สื่อภาษากันไม่รู้เรื่องได้แต่ทำภาษามือใบ้ว่าให้กะเหรี่ยงที่มาและชี้กะลา 3 ใบที่วางคว่ำอยู่ให้เปิดหงายกะลาขึ้น พอชาวกะเหรี่ยงเปิดกะลาแล้วมองไปที่ผูกช้างไว้ ก็ปรากฏว่าเห็นช้างทั้งสามตัวยังอยู่ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงทั้ง 6 คน คิดว่าเป็นเรื่องที่อัศจรรย์มาก ใครที่คิดจะทำอะไรกับท่านอีกคงจะไม่ทำอีกแล้ว เพราะหลวงพ่อทำอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อมีอะไรที่เหนือพวกเขา

พระครูศรีธรรมาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดแจ้งเจริญ กล่าวอีกว่า อาตมาเอง ยังไม่ปลงใจเชื่อถือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่อยากจะทำให้เป็นตำราขึ้นมา บางคนพูดความอัศจรรย์ของหลวงพ่อนวมอาจจะไม่ตรงกับที่อื่น เพราะที่อื่นอาจจะมีเหตุผลอยู่บ้างว่าที่ อ.หนองหญ้าปล้อง บ้านพุพลู ซึ่งอาจจะมีเหตุผลพอสมควร มีหลักฐานอยู่ที่ได้เคยประลองวิชากับหลวงพ่อมาก่อนในครั้งนั้น จะมีการล้างเท้าให้หลวงพ่อ และผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงจะใช้ผมที่ได้เกล้าเอาไว้คลี่ออกมาทำพิธีนำผมไปปัดบนหลังเท้าของหลวงพ่อ หลังจากที่มีการสรงน้ำแล้ว สำหรับผู้ชายก็สรงน้ำหลวงพ่อแล้ว ก็จะนอนคว่ำให้หลวงพ่อเหยียบหลังทุกคน เป็นประเพณีทำสืบต่อกันมา และชาวกะเหรี่ยงที่มาจะมาจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แถวหมู่บ้านป่าละอู กุยบุรี เพชรบุรีด้านตะวันตกทั้งหมด ตั้งแต่ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.แก่งกระจาน ถึงเขตราชบุรี และกาญจนบุรี เป็นความเชื่อเพราะชาวกะเหรี่ยงจะนับถือผี หลังจากได้รู้ได้เห็นซึ่งถูกถ่ายทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

อาตมาเป็นคนที่เกิดไม่ทันหลวงพ่อนวม ที่ได้มรณภาพไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2478 หรือประมาณ 80 กว่าปีมาแล้ว เอาอายุอาตมาเป็นเกณฑ์ก็มีอายุ 82 ปีแล้ว ในชีวิตท่านเมื่อเทียบมาถึงปัจจุบันมีอายุกว่า 100 ปี มาถึงตอนนี้ประชาชนชาวกะเหรี่ยงไม่น้อยกว่าสมัยก่อนนั้นที่ได้เดินเท้ากันมาพักค้างคืนที่วัด ทั้งเดินข้ามลูกเขาลัดเลาะกันมาที่วัดบ่งบอกถึงความเคารพนับถือ ก่อนที่จะมาถึงอาตมาก็มีเจ้าอาวาสตั้งแต่หลวงพ่อพระอธิการนวม มาถึง 5 – 6 เจ้าอาวาส อาตมาเป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 ซึ่งวัดได้จัดงานประจำปีระหว่างวันขึ้น 14 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ ของเดือน 5 ทุกปี ปีนี้ตรงกับวันที่ 30 – 31 มีนาคม โดย วันสุดท้ายเมื่อชาวกะเหรี่ยงได้กินข้าวกันเสร็จแล้วจะมีพิธีแห่รูปหล่อหลวงพ่อนวมรอบโบสถ์ มีการสรงน้ำกับเจ้าอาวาส โดยผู้ชายกะเหรี่ยงจะนอนเรียงแถวยาวให้เจ้าอาวาสเหยียบหลัง ส่วนการสรงน้ำจะใช้ผงขมิ้นโรยน้ำ มีใบส้มป่อยนำไปรดน้ำตั้งแต่บริเวณศีรษะจนถึงทั่วตัว และผู้หญิง ผู้ชายจะนำมือไปแตะที่น้ำในถาดที่มีการรดน้ำ และได้สรงน้ำ น้ำที่ไหลลงมา ในถาดและที่บริเวณเท้า ทุกคนจะเอามือแตะน้ำที่ขังอยู่ในถาดเอามาลูบหน้าเสยผม เสร็จแล้วฝ่ายชายจะนอนคว่ำให้หลวงพ่อเหยียบหลัง ซึ่งก็ไม่ได้หมายถึงเป็นเรื่องการบำบัดโรคแต่อย่างใด แต่เป็นความเชื่อความศรัทธาของพวกเขา เป็นความเชื่อของชาวกะเหรี่ยงที่ควรจะเคารพนับถือแก่ผู้ที่ควรจะเคารพนับถือเมื่อสรงน้ำทุกอย่างสะอาดแล้ว ก็ไม่อยากให้หลวงพ่อใช้เท้าเหยียบดิน ชาวกะเหรี่ยงจึงใช้แผ่นหลังนี้เป็นผืนดินแทน เป็นการเคารพนับถือองค์หลวงพ่อนวม ก็เลยกลายเป็นว่า หลวงพ่อเป็นพระมหัศจรรย์ของพวกเขา หากจะเรียกอย่างอื่นก็ยังหาคำพูดที่จะใช้กับการกระทำเขาไม่ได้ เพราะว่าหลวงพ่อพูดภาษากะเหรี่ยงไม่เป็น ชาวกะเหรี่ยงพูดภาษาของหลวงพ่อไม่ได้ และสมัยก่อนเคยรังเกียจหลวงพ่อมาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ได้กลายมาเป็นความเคารพนับถือแทน

นายบรรพต จันทรวงศ์ นายอำเภอวัดเพลง เปิดเผยว่า สำหรับปีนี้ทางวัดได้จัดงานสักการะบูชาหลวงพ่อนวมและประเพณีเหยียบหลังกะเหรี่ยงขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม – 1 พฤษภาคม ทางอำเภอได้รับการประสานจาก นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ส่งเสริมเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งการนำกลุ่มแม่บ้านในการนำสินค้าโอท็อป พืช ผัก ผลไม้สดจากสวน มาวางจำหน่ายบริเวณวัด เพราะจะมีชาวกะเหรี่ยงที่มีความศรัทธาเดินทางมาประมาณ 5-6 พันคน เพื่อร่วมงานประจำปี บางคนจะมาบวชเณร หญิงบางคนจะบวชชีพราหมณ์ ถือศีล มีความเชื่อว่าหากมาบวชถวายหลวงพ่อและให้หลวงพ่อเหยียบหลังให้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งก็จะเป็นส่วนดีที่จะทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นมีรายได้ ส่วนด้านความปลอดภัยได้เตรียมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยทหาร ฝ่ายปกครอง และอาสาสมัครดูแลด้านการจราจร ซึ่งนอกจากชาวกะเหรี่ยงจะเดินทางมาแล้วก็ยังมีชาวไทยที่มีเชื้อสายกะเหรี่ยงมาร่วมงานด้วย ในการจัดงานจะมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของ 8 ชาติพันธุ์ จะมีการเปิดงานช่วงบ่ายวันที่ 30 มีนาคม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ส่วนตนเองนั้นหลังได้มารับตำแหน่งนายอำเภอได้ทราบประวัติความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนวม ตั้งใจว่าจะนอนให้เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันเหยียบหลังร่วมกับชาวกะเหรี่ยงด้วย เชื่อว่าไม่ใช่ชาวกะเหรี่ยงที่ให้ท่านเหยียบหลังได้ แต่คนไทยก็สามารถนอนให้ท่านเหยียบหลังได้เหมือนกัน และนายอำเภอวัดเพลงก็จะเป็นตัวอย่างของคนไทยนอนให้หลวงพ่อเยียบหลังเพื่อความเป็นสิริมงคลของตัวเองด้วย เพราะส่วนตัวมีความนับถือหลวงพ่อเช่นกัน

