หน้าแรก ภูมิภาค ป่าไม้ พร้อมป...

ป่าไม้ พร้อมปฏิบัติตามแนวทางอัยการ หลังคดี ‘ซี.พี.เค.’ อืด

10.03.18 | 12:47 น.

จากกรณีคณะกรรมการได้มีการประชุมร่วมกันใน 2 ครั้ง ซึ่งมีผลสรุปและได้รายงานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทราบความคืบหน้าของคณะกรรมการทำงานที่แต่งตั้งและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการตรวจสอบพื้นที่ และได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัท ซี.พี.เค.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และได้เข้าตรวจอายัดทรัพย์ไว้ ในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 และประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว 4 คดี ที่ สภ.ภูเรือ 3 คดี และ สภ.โคกงาม 1 คดี

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไพบูลย์ รัตนะเจริญธรรม ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เลย เลขาฯในคณะกรรมการ เผยว่า หลังจากมีการประชุมในครั้งที่ 2 ซึ่งทางป่าไม้ได้แจ้งในที่ประชุมว่า ได้มีการอายัดทรัพย์ มีบ้าน มีสิ่งก่อสร้าง ฝายน้ำ และต้นไม้ทุกต้นในพื้นที่บุกรุกไว้หมดแล้ว และในที่ประชุมคณะกรรมการได้แต่งตั้งกรรมการเพิ่มอีก 2 ท่าน หนึ่งในนั้นเป็นตัวแทนของพนักงานอัยการจังหวัด โดยนายชาญยุทธ นครธรรม อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ชี้แนวการปฏิบัติ ซึ่งทางป่าไม้ได้เข้าพื้นที่วางแนวกรอบตามกฎหมาย เพื่อส่งหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวน เพื่อเอาผิดกับบริษัทซี.พี.เค. และทางอัยการได้วางแนวการปฏิบัติไว้ว่า เนื่องจากสภาพพื้นที่ในการเพิกถอนมีทั้งหมด 147 แปลง 6,000 กว่าไร่ ซึ่งเป็นที่มีเอกสารสิทธิมาก่อน สิ่งปลูกสร้างมีอยู่ก่อนที่จะมีการเพิกถอน แต่พอหลังมีการเพิกถอนจึงเป็นเหตุของคดีนี้ ปัญหาอยู่ที่สิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่นั้น มีอยู่ในอำนาจที่เขาครอบครองอยู่หรือเปล่า และอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเขามีอยู่เดิมในทางกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ มันไม่มีบทบัญญัติให้กรณี ถ้าหากมีการคืนผืนป่าให้กลับคืนสภาพเดิมมันไม่มีให้ยึดคืน คือตามกฎหมายออกก็คือออกในลักษณะความผิด ฉะนั้นที่เป็นปัญหาที่กำลังสำรวจเรากำลังเสียเวลามากหรือเปล่า ซึ่งไม่มีคำตอบสักที

“เรื่องการเดินสำรวจรังวัดอะไรต่างๆ ควรใช้วิธีการสำรวจทางอากาศ และเราจะมองเห็นว่าเขายังคงมีการครอบครองหรือเปล่า ถ้าเห็นว่าตรงไหนมีการครอบครองก็เข้าไปสำรวจดู และมีปัญหาอีกว่าคนที่ครอบครองอยู่เป็นคนของบริษัทที่กำลังกล่าวหาเขาหรือเปล่า ตรงนี้เราจะพิสูจน์กันยังไง ถ้าหากเดินสำรวจเหวี่ยงแหกันอยู่รอบพื้นที่ 37 กม.มันจะจบหรือเปล่า และเห็นว่าการทำงานของกรมที่ดินและกรมป่าไม้ เขามีแผนที่โดยเฉพาะกรมป่าไม้เขามีแผนที่ปี พ.ศ.2545 ซึ่งมีอัตราส่วน 1 : 50,000 ในขณะกรมที่ดินเขาจะมีแผนที่เขาอยู่ ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานต่างมีแผนที่ของเขาอยู่ และใช้แผนที่คนละมาตราส่วน ฉะนั้นการพิสูจน์ความผิดต้องแปลงของหน่วยใดหน่วยหนึ่งมาเป็นมาตราส่วน จะเอาของหน่วยงานใดแล้วจึงสามารถมาครอบกันได้ พอครอบกันได้เราก็จะรู้พิกัดทันที” นายไพบูลย์กล่าว

นายไพบูลย์กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าการเดินสำรวจทำให้คดีเดินล่าช้า และการดำเนินการแบบนี้คดีก็เร็วขึ้น และอีกประเด็นในเมื่อแปลงที่ถูกเพิกถอนได้กลายเป็นป่า และเป็นป่าอะไร หรือจะเป็นป่าจำแนกเพื่อเกษตรกรรมหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเป็นป่าอะไร ยังคงต้องไปถามคณะกรรมการจำแนกที่ดินแห่งชาติของกรมพัฒนาที่ดินเข้าตรวจสอบ ซึ่งในเรื่องนี้ไม่ว่าหน่วยงานไหนก็สามารถตรวจสอบได้ ในแต่ละแปลงต้องมีการประกาศราชกิจจานุเบกษา สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ถ้าขืนมัวแต่เดินสำรวจกี่ปีแล้วจะเสร็จ ซึ่งในเรื่องทางป่าไม้เองได้เร่งการปฏิบัติไปตามแนวทางเพื่อรวบรวมหลักฐานให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้กับบริษัทซี.พี.เค.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

Advertisement