วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันช้างไทย ถูกกำหนดเช่นนี้ เพื่อให้คนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญและการดำรงอยู่ของช้างไทย ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมานานแสนนาน
เรามีทั้งช้างบ้านที่เป็นสัตว์พาหนะ และช้างป่าในป่า และเราก็เจอกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งกับช้างป่าและช้างบ้านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นช้างป่ากับคนเผชิญหน้ากัน ช้างออกจากป่ามาทำลายข้าวของ พืชผลิตผลที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ เป็นต้น
ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างคนกับช้างป่าเสมอมา แต่ล่าสุดนั้นสามารถจัดการได้ในระดับหนึ่ง โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯจะนำเอาพื้นที่นี้เป็นตัวอย่างต้นแบบการจัดการปัญหาเรื่องคนกับช้าง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายที่จะนำเอาแต่ละวิธีการมาใช้ตามความเหมาะสมตามสภาพของแต่ละพื้นที่
ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ปัจจุบันช้างป่าอาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 3,216-3,341 ตัว ในพื้นที่อนุรักษ์ทั้งในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ จำนวน 69 แห่ง ในแต่ละพื้นที่การกระจายสามารถพบช้างป่าได้ตั้งแต่น้อยกว่า 10 ตัว ไปจนถึง 200-300 ตัว โดยกลุ่มป่าที่มีประชากรช้างป่าอาศัยอยู่มาก ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันตก กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว กลุ่มป่าตะวันออก และกลุ่มป่าแก่งกระจาน แม้ว่าในประเทศไทยแนวโน้มประชากรช้างป่าโดยรวมค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตาม ประชากรช้างป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หลายแห่งในประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อุทยานฯกุยบุรี อุทยานฯเขาใหญ่ เป็นต้น
อธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวว่า ส่วนปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์กว่า 40 แห่งทั่วประเทศ อาทิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อุทยานฯแก่งกระจาน อุทยานฯกุยบุรี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อุทยานฯเขาชะเมา-เขาวง อุทยานฯใต้ร่มเย็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา เป็นต้น
ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวและมีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต กรมอุทยานแห่งชาติฯมีแนวทางแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ทั้งมีการปรับปรุงแหล่งที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่า เช่น การสร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งดินโป่ง ปรับปรุงคูกันช้าง จัดชุดเคลื่อนที่เร็วปฏิบัติร่วมกันกับราษฎรและอาสาสมัครในการต้อนช้างป่ากลับเข้าสู่พื้นที่อนุรักษ์ และมีการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจกับราษฎรมิให้ทำร้ายช้างป่า และให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของช้างป่า แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการดังกล่าว นับได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตามสถานการณ์ จึงได้มีการวางแผนแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยได้วางกรอบแนวคิดในการจัดการแก้ไขปัญหาช้างในพื้นที่ป่า ดังนี้ 1.การฟื้นฟูสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าในพื้นที่อนุรักษ์ ปรับปรุงแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร โป่งเทียม และการจัดการในด้านอื่นๆ โดยใช้ระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์เพื่อระบุตำแหน่งที่จะดำเนินการให้มีความเหมาะสมตามหลักวิชาการ 2.การป้องกันช้างป่าออกนอกพื้นที่อนุรักษ์ เช่น การสร้างรั้วไฟฟ้า ขุดคูกันช้าง พร้อมทั้งมีการบำรุงซ่อมแซมในส่วนที่ชำรุดหรือเสียหาย 3.การไล่ต้อนหรือเคลื่อนย้ายช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่ ให้กลับเข้าสู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์
ขณะที่ กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯกล่าวว่า ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระเป็นหนึ่งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อีกหลายแห่งในประเทศไทย ที่ประสบปัญหาจากการที่ช้างป่าออกนอกพื้นที่ป่าและเกิดเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่ามานานหลายปี ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนช้างป่าอาศัยอยู่ราว 180-200 ตัว และหนึ่งในจำนวนนี้มีช้างป่าหลายสิบตัวที่มักออกหากินออกพื้นที่ป่าอนุรักษ์อยู่เป็นประจำ กรมแก้ปัญหาหลากหลายวิธี เช่น การทำรั้วรังผึ้ง ปัจจุบันดำเนินการสร้างต้นแบบรั้วรังผึ้งทั้งหมด 4 กลุ่มป่า ได้แก่ กลุ่มป่าตะวันออก, กลุ่มป่าดงพญาเย็นเขาใหญ่, กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว, กลุ่มป่าแก่งกระจานและกลุ่มป่าตะวันตกรวม 9 ต้นแบบ ได้ผลค่อนข้างดี อย่างไรก็ตาม การอนุรักษ์และการจัดการช้างป่ายังต้องการความร่วมมือจากทุกๆ ภาคส่วนอีกมาก เนื่องจากช้างป่าต้องการพื้นที่อาศัยที่กว้างขวาง ดังนั้นผืนป่าที่มีขนาดเล็กจึงไม่สามารถรองรับประชากรของสัตว์ป่าเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติจึงมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ประชากรช้างป่าของไทย ประชาชนทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ การป้องกันและการคุ้มครองพื้นที่ป่าไม้ซึ่งเป็นบ้านของช้างป่า
รชยา อาคะจักร นักวิจัยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ซึ่งทำวิจัยเรื่องรั้วรังผึ้งป้องกันช้างป่า กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาคนกับช้างป่าที่เกิดขึ้นนั้น ที่ผ่านมาเห็นชัดว่า หากปล่อยให้คนเผชิญหน้ากับช้างแล้ว ย่อมเกิดความเสียหายขึ้น ไม่มากก็น้อย หนักที่สุดคือเรื่องของความสูญเสีย การแก้ปัญหาโดยการใช้รั้วรังผึ้ง เป็นอีกวิธีการแก้ปัญหา คือ ไม่ต้องให้คนกับช้างมาเผชิญหน้ากัน แต่ให้ช้างเจอกับผึ้งแทน ซึ่งระหว่างสัตว์กับสัตว์อาจจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่าการที่คนไปทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ช้างเข้าใกล้ได้
“อย่างไรก็ตาม ทุกพื้นที่ไม่ใช่ว่าจะเลี้ยงผึ้งป้องกันช้างได้เสมอไป เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก และสามารถทำกันได้ทุกพื้นที่ หากเปิดใจรับและผ่านการฝึก ล่าสุดเข้าไปทำรั้วรังผึ้งในพื้นที่แก่งหางแมวใกล้อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน พื้นที่ ต.พะวา และ ต.ขึนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี พื้นที่พะวานั้นมีช้างเจ้าถิ่นที่ออกมาจากป่าทุกวัน 109 ตัว ส่วนที่ขุนซ่องนั้นราว 40 ตัว รูปแบบรั้วรังผึ้งที่นี่คือ เลี้ยงล้อมบ้านอย่างที่ขุนซ่อง ก่อนหน้าบ้านที่เข้าร่วมโครงการกับเรา เดิมนั้นช้างผ่านทุกคืน คืนละ 30-40 ตัว เดิมช้างเคยบุกทำลายบ้านเสียหายไปหลายรอบแล้ว ล่าสุดเมื่อเอารังผึ้งไปแขวนรอบบ้าน 19 รัง ปรากฏว่าทุกวันนี้ช้างก็ยังคงเดินผ่านบ้านหลังนี้ และใช้เส้นทางนี้เดินทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 30 ตัว แต่เมื่อเดินถึงบ้าน เขาจะเดินอ้อม แทนที่จะเดินลุยตรงๆ เหมือนเดิม เป็นแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว เจ้าของบ้านสบายใจมาก พื้นที่นี้ถือว่าได้ผล 100% เพราะเก็บสถิติในรอบ 1 เดือน ช้างมา 30 ครั้ง สามารถป้องกันได้ทั้ง 30 ครั้ง” รชยากล่าวทิ้งท้าย

