หน้าแรก ภูมิภาค เปิดใจ &#8220...

เปิดใจ “นายแผน” ในวันถูกแจ้งรับข้อหา “ให้การเท็จ” คดีหวย 30 ล้าน

12.03.18 | 10:06 น.

จากกรณีคดีพิพาทลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ อายุ 62 ปี ข้าราชการเกษียณตำรวจ กับนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทพมงคลรังษี ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขออนุมัติหมายจับครูปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ฐานแจ้งข้อความเท็จต่อพนักงานสอบสวนเพื่อแกล้งให้บุคคลอื่นต้องรับโทษ รวม 4 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 173, 174 วรรคสอง และ 267 กระทั่งมีการจับกุมดำเนินคดี และส่งฝากขังศาลอาญา โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวไปตีราคาคนละ 100,000 บาท ขณะที่ตำรวจกองบังคับการและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผบก.ภ.จว.) กาญจนบุรี ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ล่าสุด พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ออกมาระบุถึงความคืบหน้าคดีอ้างสิทธิลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาทว่า ในวันที่ 12 มี.ค. คณะทำงานติดตามคดีจะทำการประชุม เพื่อสรุปการออกหมายเรียก นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เห็น ร.ต.ท.จรูญ วิมูล ก้มเก็บลอตเตอรี่ เพื่อมารับทราบข้อหาฐานร่วมกันการกระทำผิดกับครูปรีชา และเจ๊บ้าบิ่น แม่ค้าลอตเตอรี่ นั้น

ล่าสุด นายฐนุกร หรือแผน เหลืองใหม่เอี่ยม อายุ 46 ปี พนักงานขับรถของธนาคารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดกาญจนบุรี ได้ออกมาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวก่อนถูกออกหมายเรียกว่า ตนไม่ได้รู้จักบุคคลหนึ่งบุคคลใดในกลุ่มของทั้งสองฝ่ายเลย ซึ่งการที่ตนเข้ามาเป็นพยานในครั้งนี้ เนื่องจากตนได้พูดคุยกันกับกลุ่มพนักงานที่ตนทำงานอยู่ จากนั้นพนักงานก็ได้พูดต่อๆ กันไป กระทั่งข้อมูลรู้ถึงพนักงานสอบสวน และพนักงานสอบสวนก็พยายามติดต่อตนมา เพื่อให้ตนไปให้ข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ตนในฐานะพลเมืองดีคนหนึ่งจึงต้องไปให้ปากคำ เพราะหากไม่ไปทางพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียก และหากตนไม่ไปพบตามหมายเรียก 2 ครั้ง ทางพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายจับ ตนจึงต้องออกมาให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเท่านั้น แต่ขอยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นพยานให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ทั้งนี้ตนให้การกับทาง ตร.ภ.7 เช่นเดียวกับที่ให้กับทางกองปราบ แต่กลับถูกโยงไปว่าตนเป็นหนึ่งในขบวนการ ซึ่งตนขอปฏิเสธ เนื่องจากตนไม่รู้จักใครเลย ไม่ว่าจะเป็นครูปรีชา หรือกลุ่มแม่ค้าลอตเตอรี่ รวมทั้งฝ่ายของ ร.ต.ท.จรูญ ตนจึงอยากขอความเป็นธรรม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดตนให้กับกองปราบไปหมดแล้ว ทั้งๆ ที่ตนไปให้การในฐานะพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ แต่ไม่ได้มีเรื่องของผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ญาติพี่น้องตน แต่ตนต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้น

และเล่าย้อนเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้ฟังว่า ตนจำวันเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ แต่เป็นช่วงใกล้สิ้นเดือนตุลาคม 2560 แต่ตนไม่สามารถตอบได้ว่าจะเป็นวันเดียวกับเหตุที่เกิดในคดีหวย 30 ล้านอลเวงหรือไม่ โดยสามารถตอบได้เพียงตนผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาเท่านั้น และเมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตนไปสอบสวน ตนก็เดินทางไปให้ปากคำ ซึ่งตนก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเหตุเดียวกันหรือไม่ ขณะที่ตนก็ไม่รู้เรื่องการซื้อขายลอตเตอรี่ใดๆ ทั้งสิ้น

Advertisement

สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น คือ ตนกำลังก้มซื้อหอม-กระเทียมอยู่ที่แผงแม่ค้า และได้ยินคนคล้ายหมวดจรูญ ซึ่งยืนห่างจากตนเองประมาณ 1 เมตร ร้องถามว่า “หวยใครหล่นหาย 5 ใบ หวยยังไม่ออกด้วย” จึงหันไปมอง แต่ไม่ได้เห็นขณะบุคคลดังกล่าวก้มเก็บลอตเตอรี่ และก็ไม่ได้เห็นว่าลอตเตอรี่ที่บุคคลดังกล่าวถืออยู่นั้นหมายเลขอะไร ซึ่งตนก็ให้ข้อมูลกับ ตร.ภ.7 และยืนยันกับกองปราบไปตามที่ตนรู้เห็นมาเท่านั้น ไม่ได้ให้การกลับไปกลับมาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ขณะที่ตนก็ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ว่า คนที่ถือลอตเตอรี่อยู่ในมือคนดังกล่าวเป็นใคร เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น เพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานก็เรียกตนไปให้ปากคำ ซึ่งตนก็ให้ความร่วมมือมาตลอด และหากจะมีหมายเรียกตนอีก ตนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สำหรับกรณีที่กองปราบเชิญตัวตนไปสอบสวนเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ก็สอบสวนไปตามกลยุทธ์ ไม่ได้มีการข่มขู่หรือบังคับแต่อย่างใด ขณะที่ตนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ดูแลตนเป็นอย่างดีเช่นกัน แต่ก็รู้สึกกดดันเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นปกติของผู้ที่ถูกสอบสวน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเครียด เพราะตนให้การไปตามที่รู้เห็นมาเท่านั้น

โดยตนเห็นแค่ว่า มีบุคคลที่คลับคล้ายคลับคลา จึงไปให้การตามที่พบเห็น แต่ก็มาถูกดึงเข้าไปเป็นขบวนการ ซึ่งตนไม่ทราบว่ามันคืออะไร ซึ่งเมื่อสื่อนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงไปนำเสนอ ทำให้ตนได้รับความเสียหายอย่างมาก และถูกประชาชนด่าทอเสียๆ หายๆ

ที่ผ่านมาพบว่า บางสื่อนำเสนอโดยขาดข้อมูลข้อเท็จจริง ทั้งๆ ที่ตนไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลหรือให้สัมภาษณ์ใดๆ จนทำให้ขณะนี้ตนตกเป็นจำเลยของสังคม โดยประชาชนที่เสพสื่อก็เข้าใจไปตามนั้น และตัดสินตนไปแล้ว ซึ่งทำให้ตนและครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างมาก อีกทั้งแม่ตนก็มีอายุมากแล้ว เมื่อเห็นข่าวตนออกมาในลักษณะนี้ก็ตกใจและเป็นทุกข์

ดังนั้นตนขอความกรุณาสื่อต่างๆ ว่าอย่าติดตามตนไปที่ทำงานหรือที่บ้านพัก เพราะตนรู้สึกกดดันอย่างมาก และอยากขอความเป็นส่วนตัว แต่หากต้องการข้อมูลจากตนก็ขอให้ติดต่อตนโดยตรงและนำข้อมูลข้อเท็จจริงไปนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตนก็พร้อมที่จะให้อย่างเต็มใจ เพราะหากสื่อนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนออกไปก็จะทำให้ตนได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตามหากทางตำรวจกองปราบออกหมายเรียกให้ตนไปรับทราบข้อกล่าวหา ตนก็คงจะต้องเตรียมทนายส่วนตัวไปด้วย เพื่อเตรียมยื่นขอประกันตัว