เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน บ.ขุนด่าน ม.1 ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ(ป.ป.ท.) พร้อมด้วยนายณัฐภัทร พลอยสุภา นายอำเภออุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น นำทีมนักสืบสวนสอบสวนและพนักงานสอบสวนจาก สำนักงาน ป.ป.ท. กลาง และคณะอนุกรรมการไต่สวนจาก สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 4 ลงพื้นที่สอบปากคำชาวบ้านในพื้นที่ บ.ขุนด่าน รวมกว่า 50 ราย ทั้งหมดปรากฏอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่ง ของนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น หลังพบการทุจริตการเบิกเงินในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีพฤติกรรมการทุจริตเช่นเดียวกับนิคมสร้างตนเองของ จ.อุดรธานีทั้ง 2 แห่ง และ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ตามที่ ป.ป.ท.ได้ทำการสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดและการเกิดการทุจริตในประเด็นดังกล่าวแบบต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยชาวบ้านทุกคนต่างให้ความร่วมมือและเข้ารับการไต่สวนของทีมพนักงานสอบสวนตามลำดับรายชื่อที่ปรากฏในรายการเบิกจ่ายในฎีกาเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2560 ของนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
นายสุทธินันท์ สาราษฏร์ อาย 46 ปี เลขานุการกลุ่มอาชีพปั้นกระถาง บ้านขุนด่าน ม.1 ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ในปี 2560 ได้รวมตัวกับคณะกรรมการหมู่บ้านตั้งกลุ่มอาชีพขึ้นมา คือกลุ่มปั้นกระถาง มีสมาชิกทั้งหมด 19 ราย ช่วงกลางปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่จากนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์บอกว่า มีเงินสนับสนุนกลุ่มอาชีพให้ชาวบ้าน แต่กลุ่มปั้นกระถาง มีกรรมการหมู่บ้านรวมอยู่ด้วย จึงได้รับเงินสนับสนุนเพียง 15,000บาท ซึ่งการรับเงินนั้น ประธานกลุ่มไปรับ ณ ที่ทำการนิคมสร้างตนเองฯ ก็นำเงินจำนวนดังกล่าวมาบริหารจัดการภายในกลุ่ม สมาชิกทุกคนก็เห็นดีด้วย แต่การรับเงินนั้น สมาชิกทุกคนต้องมอบเอกสารสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านให้กับทางนิคมสร้างตนเองฯ พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องด้วยเมื่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.มาตรวจสอบ จึงได้ทราบว่าสมาชิกกลุ่มทั้ง 19 คนนั้น มีชื่อรับเงินสงเคราะห์จากนิคมสร้างตนเองฯ ในนามคนมีรายได้น้อยไร้ที่พึ่ง รายละ 3,000 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการตรวจสอบคนที่โกงเอาเงินชาวบ้านไป มารับผิดตามกฎหมายให้ด้วย
“รู้สึกแปลกใจตั้งแต่เจ้าหน้าที่จากนิคมสร้างตนเองฯ มาพบกับสมาชิกกลุ่มฯ และบอกกับทุกคนว่า จะมี ป.ป.ท.มาตรวจสอบเรื่องการรับเงินสนับสนุนกลุ่มฯ ให้ทุกคนบอกไปว่า ได้รับเงินจริงทุกๆ คน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้ติดใจอะไร เพราะคิดว่าเป็นเงินจำนวน 15,000บาท แต่เมื่อมารู้ความจริงว่า มีการเบิกจ่ายในนามคนมีรายได้น้อยไร้ที่พึ่ง ก็ไม่ค่อยพอใจ ไม่คิดว่าหน่วยงานที่ช่วยเหลือชาวบ้านจะทำแบบนี้ ทั้งๆ ที่เบิกจ่ายออกมาแล้วแต่ไม่จ่ายให้ชาวบ้านตามความเป็นจริง คนเหล่านี้ควรจะได้รับโทษ” นายสุทธินันท์ กล่าว
ด้านนายเชิดชัย ฐานะ อายุ 51 ปี กำนันตำบลบ้านดง กล่าวว่า ในหมู่บ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ หลายๆ กลุ่ม กลุ่มที่กำลังพบปัญหาคือกลุ่มเลี้ยงปลาหมอเทศ ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 50 ราย คือชาวบ้านขุนด่าน ม.1 บ้านดง ม.2 และบ้านดง ม.3 โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ ได้ให้เงินสนับสนุนกลุ่มจำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรก 5,000 บาท กลุ่มก็นำมาบริหารจัดการในเรื่องของการซื้ออาหาร ทำกระชัง และวัสดุอื่นๆ ครั้งที่ 2 นิคมสร้างตนเองฯ สนับสนุนเงินให้กับกลุ่มฯ อีกครั้ง แต่คราวนี้จ่ายเป็นรายบุคคล คนละ 3,000 บาท
“เมื่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.มาตรวจสอบ ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกกลุ่มฯ ทั้ง 50 คน กลับมีชื่อรับเงินสนับสนุนคนละ 3,000 บาท ทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งไม่เป็นไปตามความจริง จึงเรียกร้องให้ ป.ป.ท.มาทำการตรวจสอบเงิน 100,000 บาทที่หายไปว่าไปอยู่ที่ใด เนื่องจากชาวบ้านต้องการทราบความจริง” นายเชิดชัยกล่าว
พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ถึงวันนี้แล้วความชัดเจนในแนวทางการสืบสวนและการไต่สวนในส่วนของนิคมสร้างตนเองเฉพาะที่ขอนแก่นและอุดรธานี นั้นพบมูลความผิดและการกระทำความผิดที่ชัดเจน ซึ่งทีมพนักงานสอบสวนจาก ป.ป.ท.กลางได้ทำการลงพื้นที่สอบปากคำชาวบ้านตามรายชื่อที่ปรากฏในเอกสารของการเบิกจ่ายของนิคมสร้างตนเองทั้ง 3 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ขอนแก่นและอุดรธานี โดยพบพฤติกรรมในการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ซึ่งสามารถสรุปพฤติกรรมได้ 3 รูปแบบ คือ 1.การนำรายชื่อไปทำการเบิกจ่ายที่ซับซ้อน 2.การเบิกจ่ายเงิน แต่ให้เงินไม่ครบตามจำนวนที่ทำรายการเบิกจ่าย หรือจ่ายเงินไม่ครบ และ 3.การนำรายชื่อของชาวบ้านและเอกสารสำคัญไปทำการเบิกจ่าย แต่ไม่นำเงินมามอบให้กับชาวบ้าน ทั้งหมดจะถูกสรุปเป็นสำนวนการสอบสวนในภาพรวมให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์จากนี้ จากนั้นจะมีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อชี้มูลความผิด แต่ด้วยอำนาจการบริหารงานของนิคมสร้างตนเองทั้ง 3 แห่งใน 2 จังหวัดนี้นั้นอยู่เกินอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ท. เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท.ชี้มูลความผิดแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง
“ป.ป.ท.มีอำนาจในการสอบสวนเอาผิดข้าราชการในระดับ 8 ลงมา แต่ ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนและเอาผิดกับข้าราชการตั้งแต่ระดับ 8 ขึ้นไป ดังนั้นการทำงานในส่วนของนิคมสร้างตนเองนั้น ป.ป.ท.ได้ใช้พนักงานสอบสวนและนักสืบสวนสอบสวนจากส่วนกลางมาทำการลงพื้นที่สอบปากคำชาบ้านและเมื่อสรุปสำนวนแล้ว จะมีการส่งต่อให้กับ ป.ป.ช.ผ่านตามลำดับชั้น ซึ่งจากนี้ไป ป.ป.ท.จะทำงานแบบคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ง. เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้ และเรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ย้ำชัดในแนวทางการปฏิบัติที่ทุกขั้นตอนต้องรัดกุม ละเอียดและเอาผิดกับผู้กระทำผิดให้ได้ ไม่ว่าจะสาวไปถึงใครก็จะต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย เพราะรัฐบาลยอมไม่ได้ที่ใครจะมาหลอกลวงหรือมาเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะข้าราชการในยุคนี้ ที่ทุกคนจะต้องทำหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ หากพบการกระทำความผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้เมื่อมีการชี้มูลความผิดแล้ว ก็ยังคงเปิดโอกาสให้เจ้าตัวได้มาชี้แจงด้วย ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกคนล้วน ‘กัมมุนา วัตติ โลโก’ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”พ.ท.กรทิพย์ กล่าว
พ.ท.กรทิพย์ กล่าวอีกว่า ทุกพื้นที่ที่ลงไปสอบสวนทั้งการลงพื้นที่ด้วยตนเอง หรือการลงพื้นที่ของผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. หรือคณะทำงานของ ป.ป.ท. ประชาชนส่วนใหญ่ต่างขอให้ผู้ที่นำเงินผู้ยากไร้ คนยากคนจน คนไร้ที่พึ่ง และผู้ป่วยโรคเอดส์ไป ให้นำกลับมาคืนให้ถึงมือทุกคนจริงๆ ซึ่งในเรื่องนี้ได้ทำความเข้าใจกับประชาชนทุกคนว่า ป.ป.ท.ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะทวงเงินมาคืนให้ แค่มีหน้าที่จับคนผิด คนโกง คนกิน มาลงโทษตามกฎหมาย และตามนโยบายของผู้บริหารประเทศ จะต้องสาวถึงผู้กระทำความผิดทั้งในส่วนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง และนิคมสร้างตนเอง ให้ได้ทั้งระบบเพื่อปราบปรามโกงเก่าให้หมดไป โกงใหม่จะต้องไม่มีเกิดขึ้นในประเทศไทย
นายณัฐภัทร พลอยสุภา นายอำเภออุบลรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้กำชับให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ตำบล หมู่บ้าน ในเขต อ.อุบลรัตน์ ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ในการประสานข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ถึงการทุจริตในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพะกับการให้การกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ที่ตรงกับความเป็นจริง แม้ที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่จะถูกเจ้าหน้าที่นิคมสร้างตนเองฯ ลงพื้นที่มาข่มขู่และมาบอกกับชาวบ้านว่าได้รับเงินจริง โดยเรื่องนี้จะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับทราบและเอาผิดต่อไป


