จากกรณีมีเรือนำเที่ยวนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไปดำน้ำดูปะการังหน้าถ้ำไวกิ้ง เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งมีการแชร์คลิปขณะนักท่องเที่ยวต่างชาติดำน้ำตื้นและมีการเหยียบปะการัง ได้รับความเสียหาย อีกทั้งยังกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ต่อมาทางอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้ดำเนินคดี และเปรียบเทียบปรับบริษัทเรือนำเที่ยวตาม พ.ร.บ.อุทยาน พ.ศ.2504 จำนวน 1,000 บาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงบทลงโทษที่ค่อนข้างเบาต่อผู้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มีการฝ่าฝืนบ่อยครั้ง ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายต่อเนื่อง
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ต.ท.อรรถพงษ์ แสนใจวุฒิ สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวกระบี่ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ ได้ทำการตรวจสอบที่มาของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ จนสืบทราบว่านักท่องเที่ยวได้มาซื้อทัวร์จากบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่เกาะพีพี หมู่ 7 ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ โดยมีนายนิพนธ์ หมิดแสล้ อายุ 34 ปี เป็นผู้ดูแล จึงได้เข้าทำการตรวจสอบพบว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ขออนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จึงได้ร่วมกันทำการจับกุมในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ 2559 อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพีพี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
พ.ต.ท.อรรถพงษ์เปิดเผยว่า หลังจากได้ไปสืบสวนพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ให้ทางไกด์ชาวต่างชาตินำนักท่องเที่ยวไปดำน้ำและลงไปเหยียบปะการังที่หน้าถ้ำไวกิ้ง แต่เมื่อสอบถามหาตัวไกด์กลับบอกว่าไม่มี จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารของบริษัท และพบว่าไม่มีการขออนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จึงดำเนินคดีในข้อกล่าวหาดังกล่าว ซึ่งมีโทษหนักต่อไป

