เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครพิทักษ์กาญจน์ (จุดรับแจ้งเหตุ บ้านพระเจดีย์สามองค์) ได้รับการประสานจากคลิกนิก สานใจดี ซึ่งเป็นคลินิกเอกชนในพื้นที่บ้านพระเจดีย์สามองค์ หมู่ที่ 9 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ให้ช่วยนำนางซันดา อายุ 28 ปี หญิงชาวพม่า ส่งโรงพยาบาลสังขละบุรี โดยนางซันดามีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่บ้านพญาตองซู สหภาพเมียนมา ซึ่งอยู่ติดกับบ้านพระเจดีย์สามองค์ หลังจากญาติได้นำตัวข้ามแดนมารักษาที่คลินิก ด้วยอาการอาเจียนอย่างรุนแรง เนื่องจากที่ผู้ป่วยได้เผลอดื่มยาฆ่าหญ้า (กรัมม๊อกโซน) หลังจากพักจากการกรีดยางในสวนเมื่อรุ่งเช้าที่ผ่านมา ญาติจึงได้นำตัวนั่งรถจักรยานยนต์เดินทางมาจากหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนเข้าไปประมาณ 18 กิโลเมตร เพื่อรักษาในฝั่งไทย ทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ จึงได้นำตัวผู้ป่วยส่งรักษาต่อยังโรงพยาบาลสังขละบุรี ซึ่งมีทีมแพทย์ที่ชำนาญ และเครื่องมือที่มีความพร้อมกว่า โดยเป็นการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลผู้ป่วยยังคงมีอาการอาเจียนเป็นระยะๆ
จากการสอบถามผ่านนายวรเศรษฐ์ วิริยาลัย เจ้าหน้าที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ทำหน้าที่ล่าม นางซันดา กล่าวว่า หลังจากเสร็จจากการกรีดยาง ตนเอง และสามี ได้กลับมาพักใน และมีอาการกระหายน้ำ จึงได้หยิบน้ำที่บรรจุอยู่ในขวดน้ำดื่มที่วางไว้ข้างฝาบ้าน แต่เมื่อเทเข้าปากเริ่มรู้ว่าไม่ใช่น้ำดื่มจึงรีบบ้วนทิ้ง พร้อมตะโกนเรียกให้สามีมาช่วย เมื่อสามีถึงจึงรู้ว่าขวดที่ตนดื่มเป็นขวดยาฆ่าหญ้าที่สามีผสมน้ำไว้ใช้ฉีดพ่นเพื่อกำจัดวัชพืชในสวนแล้วเหลือ ด้วยความเสียดายจึงนำมาเทใส่ขวดน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่งเพื่อไว้ใช้ แต่ไม่ได้บอกใคร จึงเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์ในครั้ง
นพ.กฤษดา วุธยากร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสังขละบุรี กล่าวว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยด้วยการกินยาฆ่าหญ้า เดินทางมารักษาตัวที่โรงพยาบาลมากกว่า 10 ราย และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า และชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เช่น พื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ซึ่งมีอาชีพด้านการเกษตร และไม่มีความรู้ในการใช้ยา และการเก็บรักษายาที่ถูกวิธี เนื่องจากเรื่องของการศึกษา ที่ผ่านมามีทั้งผู้เสียชีวิต และรอดชีวิตกลับไป ขึ้นอยู่กับปริมาณ และชนิดยาฆ่าหญ้าที่ดื่มเข้าไป จึงขอแนะนำว่าเมื่อใช้ไม่หมดไม่ควรเก็บไว้ ควรเททิ้ง หากเหลือปริมาณมากๆ จำเป็นต้องเก็บไว้ ก็ควรเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัย โดยทำเครื่องหมายไว้ให้เป็นที่ชัดเจน และเก็บให้พ้นมือเด็ก ที่สำคัญไม่ควรเก็บไว้ในบ้าน หากทำได้ก็จะเป็นการป้องกันได้ในระดับหนึ่ง


