เมื่วันที่ 24 มีนาคม แหล่งข่าวคนหนึ่งเปิดเผยว่า สวนป่าเศรษฐกิจขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ใน จ.แพร่ ซึ่งมีมากกว่า 20,000 ไร่ มีแปลงปลูกเพื่อตัดจำหน่ายทยอยได้กว่า 30 แปลง สามารถจำหน่ายท่อนซุงไม้สักสร้างรายได้อย่างมหาศาลหมุนเวียนได้ในรอบ 30 ปี แต่พบว่า สวนป่าในหลายแห่งของจังหวัดแพร่ มีการลักลอบตัดไม้นอกระบบ โดยเฉพาะที่สวนป่าสรอย ที่ทำการตั้งอยู่ในหมู่ 14ตำบลแม่พุง อ.วังชิ้น จ.แพร่ มีแนวเขตสวนป่าอยู่ใน ต.แม่พุง ต.สรอย ต.วังชิ้น เป็นต้น เป็นโครงการที่ 2 สัมปทานป่าไม้ในประเภทป่าบก มีพื้นที่อยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สรอย ปลูกสร้างสวนป่ามาตั้งแต่ปี 2521 แบ่งออกเป็นแปลงย่อยๆ จำนวน 10 แปลงมีแนวเขตสัมปทานปลูกไปแล้วกว่า 10,000 ไร่ พื้นที่ที่มีผลรายได้ทางเศรษฐกิจมากถึง 8,799 ไร่ พื้นที่เหล่านี้ชาวบ้านใน ต.แม่พุง ยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดแพร่ ในวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา ให้ตรวจสอบการทำไม้นอกระบบ ทำให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ และภาษีอากรจำนวนมหาศาล ซึ่งนำไปสู่สภาวะขาดทุนขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การตัดไม้สักสวนป่าสรอยในรูปแบบไม้เถื่อน โดยมีเจ้าหน้าที่ร่วมมือ หรือรู้เห็น หรือรับผลประโยชน์ร่วมกับข้าราชการบางหน่วยในอำเภอวังชิ้น ทำการตัดไม้นำไปรวมหมอน เป็นพื้นที่วางไม้ซุงเถื่อนทางผืนป่าฝั่งตะวันตก และตัดมากในแนวเขตริมแม่น้ำยมจนสภาพสวนป่าเสื่อมโทรมลม วิธีการอำพรางตอไม้สักที่ตัด คือการเผาป่าให้ตอเป็นสีดำ ก็จะไม่รู้แล้วว่าตอตัดใหม่ หรือตอเก่า จุดรวมหมอนไม้เถื่อนอยู่บริเวณ ต.วังชิ้น มีทางเข้าตรงบริเวณบ้านใหม่ ต.วังชิ้น หมอนไม้ดังกล่าวมียามเฝ้าต้นทางที่ปากทางเข้า โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นยาม ก่อนหน้านี้มีการตัดไม้โดยเจ้าหน้าที่ ออป.ในบริเวณแนวพื้นที่ว่างเปล่าของบ้านปางมะโอ หมู่ 12 ต.แม่พุง อ.วังชิ้น นอกเขตป่าสงวน ซึ่ง ออป.ปลูกไม้สักลุกล้ำพื้นที่ทำกินของชาวบ้านปางมะโอ การตัดไม้บริเวณนี้กว่า 30 ต้น ไม่มีการตีตราตัด หรือตีตราชักลากแต่อย่างใด ชาวบ้านใน ต.แม่พุง เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาตรวจสอบการลักลอบตัดไม้สวนป่านอกระบบดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องทุจริต และทำลายสิ่งแวดล้อมโดยคนของรัฐ
ผู้สื่อข่าวติดต่อขอสัมภาษณ์นายวิบูลย์ เจริญชัย หัวหน้างานสวนป่าแม่สรอย ที่สำนักงานสวนป่าแม่สรอย แต่นายวิบูลย์ ได้แจ้งกับพนักงานในสำนักงานว่า ยังไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
นายสกุลไชย จูมทอง นายอำเภอวังชิ้น กล่าวว่า ทางราชการไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังได้รับหนังสือร้องเรียน จะเข้าตรวจสอบ เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นสาเหตุที่มีการเผาสวนป่าเป็นประจำ ทำให้เกิดหมอกควัน จน จ.แพร่ เป็นจังหวัดที่มีปัญหาหมอกควันรุนแรง ที่ผ่านมาได้สั่งการให้ตรวจสอบการขออนุญาตตัดครั้งละ 1,000 ต้น แต่ไม่มีระบบตรวจสอบอย่างจริงจัง การให้ใบอนุญาตก็อาจนำไปสู่การสวมตอก็เป็นได้ ทางที่ดีที่สุดประชาชนควรให้ความสำคัญ และช่วยกันดูแล ซึ่งถ้าตัดไม้อย่างถูกต้องรายได้จะเข้ารัฐ ทั้งผลกำไร และภาษีอากร ซึ่งท้องถิ่นได้ภาษีไปพัฒนาด้วย ในเรื่องนี้คงต้องตั้งกรรมการเข้าตรวจสอบต่อไป




