เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ อ.ภูเรือ จ.เลย เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาว่า ได้ไปติดตามคดีรุกป่า 6215 ไร่ ของบริษัท ซี.พี.เค.อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด มีความคืบหน้าไปแค่ไหน ล่าสุดมีความคืบหน้าไปมากจากผลของความร่วมมือของทุกหน่วยงาน
นายอรรถพล กล่าวว่า ทางท่านอธิบดีกรมที่ดินเองก็ส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางลงมาช่วยรังวัดให้ เหลือแต่เพียงส่งค่าพิกัดไปให้กรมที่ดินปรับแก้แล้วส่งแนวเขตกลับมาให้ จากนั้นจึงมาเปรียบเทียบแนวเขตที่ครอบครองจริงของบริษัทฯ ตอนนี้ทำรายละเอียดไว้หมดแล้วว่ามีการใช้ประโยชน์อะไรบ้าง อาทิ เป็นสวนมะคาเดเมีย สวนเกษตร ถนน เสาไฟฟ้า เรือนเพาะชำ สิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ มีการตรวจสอบวัดเนื้อที่ไว้หมดแล้ว เพื่อจะมาประกอบคดีที่ดำเนินคดีไว้และส่งไปให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติม
รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ส่วนที่เป็นรีสอร์ทรังเย็นที่ดำเนินคดีไปแล้ว 3 ส่วนใกล้เคียงก็ส่งดำเนินคดีไปแล้ว เหลือแต่ตัวโฉนด 19 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะทำงาน 5 ฝ่ายของจังหวัด รวมทั้งในส่วนของไร่องุ่นชาโต้เมืองเลยซึ่งมีเนื้อที่ราว 2,650 ไร่ 207 แปลง ได้มอบหมายให้ศูนย์ป้องกันและปราบปรามภาคอิสานของกรมป่าไม้ ประสานขอให้ทางบริษัทยื่นเอกสารหลักฐานในการครอบครองที่ดิน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง
นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องการดำเนินคดีที่มีพยานพาดพิงถึงอัยการบุกรุกป่าสงวนฯ หมู่ที่ 13 บ้านน้ำพุง ต.โป่ง อ.ด่านซ้าย เนื้อที่ประมาณ80ไร่ ได้ติดตามสอบถามในประเด็นพยานบุคคลมีใครบ้าง มีน้ำหนักไหมที่จะส่งคดีไปแล้วมีความรัดกุมหรือเปล่า ได้มอบให้ จนท.ผู้กล่าวโทษเร่งประสานกับพนักงานสอบสวน และคณะจนท.ผู้ร่วมดำเนินคดีให้เข้าไปเกาะติดพื้นที่ไปสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ข้อมูลที่แน่ชัด โดยอีกทางจะเร่งทำหนังสือขอให้สตช.โอนคดีมาส่วนกลางหรืออาจจะร้องขอให้ทางดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เพราะทราบว่าพยานในคดีซึ่งบางคนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฏหมายป่าไม้เริ่มไม่สบายใจที่ให้การพาดพิงขรก.ชั้นผู้ใหญ่ และมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนร่วมกันบุกรุกป่าและทำไม้
“จริงๆ แล้วโดยอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเมื่อมีการไปตรวจสอบพื้นที่ มีการสอบปากคำพยาน และไปพบว่ามีการพาดพิงถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็จะต้องมีการตั้งสมมุติฐานไว้ตามพยานหลักฐานนั้น และก็ต้องขอให้พนักงานสอบสวนมีการดำเนินคดีกับบุคคลนั้นด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าทางเจ้าหน้าที่ละเว้น กลายเป็นตรวจยึดจับกุมไม่มีตัวผู้ต้องหาและทำสำนวนบันทึกตรวจยึดไม่ละเอียด แต่ยังไม่อยากระบุชี้ชัดว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ในชั้นนี้อยากให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าทางเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความยุติธรรม แต่ในฐานะที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย มีการปฏิบัติการครบทุกขั้นตอน” รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวย้ำ
นายอรรถพลยังตอบข้อถามกรณีผู้ต้องสงสัยเป็นถึงอัยการซึ่งรู้ช่องและข้อกฎหมายดี การจะเอาผิดมีความยากง่ายแค่ไหน ว่า “คงไม่กดดันอะไร เพียงแค่ไม่อยากให้เกิดผลกระทบต่อองค์กร อะไรที่ทำให้เกิดภาพพจน์ที่ไม่ดีเราไม่อยากทำ ตรงไหนที่เป็นความผิดส่วนตนไม่เกี่ยวกับองค์กร แต่ละหน่วยงานก็ต้องพิจารณาไปตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องวินัยหรืออาญา”
นายอรรถพล กล่าวยังตอบข้อถามว่าทางต้นสังกัดของอัยการรายนี้ได้ติดต่อประสานขอข้อมูลมาหรือไม่ว่า ตอนนี้ก็ยังไม่มีการประสานมา และตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะไประบุตรงๆว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้เป็นคนผิด แต่เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดแต่เมื่อมีพยานพาดพิง และเมื่อมาประมวลวิเคราะห์ทั้งหมด ก็ตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนเพราะฉะนั้นตรงนี้จึงต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย

