หน้าแรก ภูมิภาค ถอดบทเรียน!ทั...

ถอดบทเรียน!ทัวร์มรณะ”วังน้ำเขียว” ชี้ตายหมู่ ส่วนใหญ่นั่งท้ายรถ-ไม่รัดเข็มขัด

26.03.18 | 18:47 น.

เมื่อเวลา 13.00น. วันที่ 26 มีนาคม ที่ห้องประชุมโรงพยาบาลวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นายกฤษณ์ พุทธชนม์ สาธารณสุขอำเภอวังน้ำเขียว เป็นประธานการประชุมการสอบสวนอุบัติเหตุหมู่รถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ชนแผงกั้นปูนถนนพลิกคว่ำที่หลักกิโลเมตรที่ 242 ถนนราชสีมา-กบินทร์บุรี ซึ่งบทสรุปจากการรวบรวมข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุดารณ์ดังกล่าว อ้างอิงจากเวชระเบียน รายงานชันสูตรพลิกศพ สัมภาษณ์เชิงสอบสวนบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยกู้ชีพฮุก.31 นครราชสีมา คนขับรถบัส ผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแสวงหาข้อเท็จจริงบริเวณจุดเกิดเหตุในรูปแบบการศึกษา โดยเน้นข้อมูลลักษณะการเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิต การบาดเจ็บ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงด้านบุคคล ยานพาหนะ สภาพถนนและสภาพแวดล้อมเพื่อเป็นข้อมูลวิเคราะห์ สรุปหาแนวทางการป้องกันอุบัติเหตุที่มีลักษณะคล้ายกันต่อไปนายกฤษณ์ กล่าวว่า ภาพรวมหลังรับแจ้งอุบัติเหตุหมู่ มีการแจ้งวิทยุสื่อสารประสานติดต่อขอกำลังสนับสนุนจำนวนมาก ปรากฏความพร้อมทั้งบุคลากรและอุปกรณ์ เครื่องมือค่อนข้างดี แต่พบปัญหาอุปสรรคเรื่องไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางบริเวณฝั่งที่เกิดเหตุมีค่อนข้างน้อย ทำให้การรายงานอุบัติเหตุครั้งแรกสับสน ผู้แจ้งต้องใช้สมาร์ทโฟนเป็นไฟฉาย ระบุว่าเห็นสภาพรถพังยับเยินตัวถังฉีกขาดพร้อมร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก เป็นรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อพุ่งชนประสานงานรถบัสโดยสาร ประกอบกับบริเวณดังกล่าวมีลักษณะกายภาพอยู่ในหุบเขา จึงเป็นจุดที่ค่อนข้างอับสัญญาณทั้งโทรศัพท์มือถือและวิทยุสื่อสาร ทำให้การประสานติดต่อมีปัญหา “ลักษณะการเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่นั่งท้ายรถและไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ทำให้ร่างกระเด็นมาเสียชีวิตคานอกซากรถ 6 ศพ และถูกเบาะนั่งตัวรถทับร่าง 10 ศพ รวม 16 ศพ ที่เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ คิดเป็น 31.37 % เสียชีวิตที่โรงพยาบาล 2 ศพ 3.92 % บาดเจ็บสาหัส 11 ราย 21.57 % บาดเจ็บปานกลาง 10 ราย 19.61 % และบาดเจ็บเล็กน้อย 11 ราย 21.57 % ล่าสุด คงเหลือผู้บาดเจ็บที่นอนพักรักษาตัวที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ ราชสีมา คือ นางบุญเส็ง การรีรัตน์ อายุ 50 ปี และ นางรัชนก ภูเงินเหรียญ อายุ 44 ปี ที่โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา มีด.ช.จักรวาล ทิดถนอม อายุ 11 ปี ซึ่งผ่าตัดสมอง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แพทย์ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความดันโลหิตค่อนข้างต่ำ, น.ส.เอมอร สุทธิชุม อายุ 45 ปี ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่สมอง ปอดและขา อาการวิกฤตที่สุด แพทย์ต้องตัดขาซ้ายช่วงเหนือหัวเข่าทิ้งและใช้เครื่องช่วยหายใจ และ นายศักดิ์ศรี ไชยกำปัง อายุ 52 ปี คนไข้รู้สึกตัวดี มีแผลที่คาง ขา เข่า รอแพทย์ศัลกรรมประสาทประเมินอีกครั้ง นอกจากนี้พบว่าการซ้อมแผนอุบัติเหตุหมู่ ว่างเว้นมา 2 ปี จึงได้กำหนดแผนการซ้อมใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้ทุกภาคส่วนกำหนดบทบาท หน้าที่การช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ชัดเจนและทันท่วงทีรวมทั้งมีประสิทธิภาพมากขึ้น”นายกฤษณ์ กล่าวด้านนายศิระ บุญธรรมกุล ขนส่งจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า รถบัสคันดังกล่าวเป็นรถรับจ้างไม่ประจำทาง จึงไม่ผ่านการตรวจสภาพความพร้อมของรถ และผู้ขับขี่ ซึ่งสถานีขนส่งจังหวัดนครราชสีมา ได้กำหนดมาตรการคุมเข้มอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ปปส. สาธารณสุขฯ สุ่มตรวจสอบประสิทธิภาพผู้ขับขี่และผู้ให้บริการทั้งตรวจระดับแอลกอฮอล์ ค้นหาสารเสพติดเป็นประจำ รวมทั้งผู้ประกอบการได้ตรวจคัดกรอง ก่อนรถออกจากสถานีขนส่ง ทั้งสภาพตัวรถ เน้นระบบห้ามล้อ ช่วงล่าง และความพร้อมทางร่างกายของผู้ขับและผู้ให้บริการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการใช้รถโดยสารสาธารณะนายจักรกฤษณ์ บุญเรืองศรี แขวงทางหลวงนครราชสีมาที่ 3 สำนักงานทางหลวงที่ 10 นครราชสีมา ซึ่งดูแลรับผิดชอบเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุ กล่าวว่า ลักษณะกายภาพช่วงหลักกิโลเมตรที่ 235-245 บนถนนราชสีมา-กบินทร์บุรี ก่อนถึงจุดเกิดเหตุ ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นทางลาดลงเขาวังน้ำเขียว ด้านขวาทางแบ่งช่องจราจรใช้แบริเออร์คอนกรีตหรือแท่งปูน ความสูง 1.20 เมตร กั้นแบ่งทิศทางจราจร มีป้ายจำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแจ้งเตือนเป็นระยะ รวมทั้งมีลูกเนินชะลอความเร็ว บริเวณทางโค้งมีป้ายโอเวอร์แฮงค์ (Overhang) เตือนเป็นทางลงเขาลาดชัน พร้อมเส้นสปีกบาร์ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็ว รวมทั้งมีแผ่นกันลื่น (Anti-Slip)ช่วงลงทางลาดชัน บนแบริเออร์คอนกรีตมีเป้าสะท้อนแสง ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่มีความมาตรฐานสูงด้านการเตือนภัยทั้งป้ายไฟสีเหลือง ไฟสะท้อนแสง ไฟกระพริบและบนพื้นผิวถนน ทาสีแดง สีเหลืองและเป็นเนินสะดุดค่อนข้างมาก สาเหตุที่ตัวรถสามารถพลิกคว่ำข้ามแท่งปูนสูงกว่า 1 เมตร เนื่องจากรถบัสมีความสูงกว่า 4 เมตร แต่แท่งปูนออกแบบมากั้นตัวรถสูงไม่เกิน 3.60 เมตร
“จะติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่างและป้ายเตือนมากขึ้น ส่วนสภาพการจราจรมีความหนาแน่น ต่อวันมียานพาหนะแล่นผ่าน 30,000 คัน เป็นรถบรรทุกประมาณ 35 % หรือกว่า 10,000 คัน หากสภาพรถทั้งช่วงล่างและระบบห้ามล้อมีความพร้อม ผู้ขับขี่เคารพกฎจราจร ไม่เสพยาบ้าหรือ ใช้ความเร็วเกิดกฎหมายกำหนด ถ้าไม่ชำนาญเส้นทางควรลดความเร็ว จะสามารถลดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้อย่างแน่นอน” นายจักรกฤษณ์