หน้าแรก ภูมิภาค ‘บีอาร์...

‘บีอาร์เอ็น’ เสียงแตก ชี้เหตุกลุ่มขบวนการต้องเข้าโครงการ ‘พาคนกลับบ้าน’

27.03.18 | 21:14 น.
พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ให้กลุ่มเห็นต่างที่เข้าร่วมโครงการพาคนกลับบ้าน ได้ประกอบอาชีพเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม กรณีนายสุกรี ฮารี หัวหน้าคณะกลุ่ม “มาราปาตานี” ให้สัมภาษณ์ผ่านเฟซบุ๊กบีบีซีไทย แถลงการณ์ 4 ข้อถึงรัฐบาลไทย ประกอบด้วย 1. การพูดคุยที่ดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ระหว่างมาราปาตานีและรัฐบาลไทย ยังคงเป็นระดับทางเทคนิค ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะทำงานร่วมการพูดคุยสันติสุข (JWG-PDP) ข้อตกลงที่บรรลุก่อนหน้านี้จึงไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย 2. มาราปาตานีเปิดกว้างต่อความคิดเห็นและข้อแนะนำจากประชาชนภายใต้สิทธิกำหนดการปกครองด้วยตนเอง 3.เรามีความเชื่อมั่นในทีมพูดคุยสันติสุขของไทย ซึ่งได้รับมอบอำนาจมาจากนายกรัฐมนตรี เป็นกระบวนการทางการที่ถูกพัฒนาให้เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นกังวลต่อคำแถลงการณ์และการกระทำบางประการของแม่ทัพภาคที่ 4 ขัดแย้งกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข และ 4.มาราปาตานีให้คำมั่นที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งโดยการพูดคุยสันติสุข ต้องการที่เน้นย้ำว่า โครงการพาคนกลับบ้าน กับโครงการการกำหนดเขต พื้นที่ปลอดภัย 14 แห่ง ของแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่มีส่วนสัมพันธ์กับกระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างมาราปาตานีและรัฐบาลไทยแต่อย่างใด นั้น

ผู้สื่อข่าวได้รับการติดต่อจากเครือญาติของกลุ่มก่อความไม่สงบ หรือกลุ่มบีอาร์เอ็น จำนวน 3 คน รับผิดชอบเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่เขตรอยต่อระหว่าง จ.ยะลา กับ จ.นราธิวาส และพื้นที่แนวเขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยทั้ง 3 คน ใช้พื้นที่รอยต่อฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเป็นแหล่งกบดาน ทั้งหมดอ้างว่า เป็นกลุ่มผู้ที่คอยระดมความคิดพบปะเยี่ยมสร้างขวัญกำลังใจให้สมาชิกกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอแสดงความคิดเห็นต่อคำแถลงการณ์ของนายสุกรี

นายมูฮัมหมัด (สงวนนามสกุล) อุสตาช ผู้ทำหน้าที่ผู้นำทางจิตวิญญาณและเป็นแกนนำระดับสั่งการสังกัดกลุ่มขบวนการบีอาเอ็น ที่กล่าวหลังเสร็จสิ้นการทำละหมาดร่วมกับเพื่อนสมาชิกแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบของนายสุกรี ฮารี ว่า โครงการพาคนกลับบ้านที่ดำเนินการภายใต้กองทัพภาคที่ 4 ที่มี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ที่จัดทำนโยบายดังกล่าวให้เกิดความสะดวกยิ่งขึ้นต่อกลุ่มผู้เห็นต่างที่จะเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาชาติไทยนั้น ถือว่าเป็นผลดีต่อระดับพื้นที่อย่างมาก เป็นการแก้ไขถูกจัดที่ผู้ปฏิบัติการอย่างพวกเราเข้าใจและเข้าถึง

“หากให้รอผลเจรจาอย่างเป็นทางการบนโต๊ะเจรจาที่ประเทศมาเลเซีย ไม่แน่ใจว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน และวันนี้สิ่งที่รับทราบและจับต้องได้ของโครงการนี้ พวกเราวิเคราะห์แล้วเป็นการดำเนินการควบคู่กับการเจรจาของระดับสูง และผลของโครงการนี้ยังสามารถสนับสนุนข้อมูลถึงการทำให้สงบสุขได้มากยิ่งขึ้น พวกเราในระดับปฏิบัติการไม่ได้ขัดข้องอะไรกับการตั้งโต๊ะเจรจา”

นายมูฮัมหมัด กล่าวอีกว่า อยากจะถามกลับไปทางกลุ่มมาราปัตตานีที่ออกมาแถลงการณ์ดังกล่าว ทำไมคนในกลุ่มขบวนการเดียวกันนี้ส่วนมากจึงต้องยอมตีตัวออกจากกลุ่มขบวนการเพื่อมามอบตัวกับแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นจำนวนมากขึ้น เป็นเพราะอะไร ในประเด็นตรงนี้อยากจะรู้ว่าทำไมถึงไม่อยากให้ฟื้นการเจรจาแลมีการต่อว่าโครงการนี้ อยากให้มองสิ่งที่กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินโครงการพาคนกลับบ้านรูปแบบใหม่เป็นการกระทำควบคู่ไปกับการเจรจาไปอีกทางหนึ่งจะดีหรือไม่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดนี้ไปสนับสนุนหรือเสนอให้กับคณะเจรจา

Advertisement

“ผมมองไม่เห็นว่าการที่พวกเราหลายคนเริ่มคิดใหม่จะกลับบ้านต่อสู้คดี ไม่ได้ไปขัดขวางการเจรจาอะไร แม่ทัพภาคที่ 4 ทำสิ่งที่เรียกว่าการเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในระดับที่เชื่อมโยงในเรื่องของมนุษยธรรม ตลอดจนดำเนินการต่างๆ พวกเราเองไม่คาดหวังอะไรกับโต๊ะเจรจาที่กินเวลายาวนานมาก และล่าสุดนี้การเจรจาจะเกิดขึ้นอีกเมื่้อไหร่” นายมูฮัมหมัด กล่าวและว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่เข้าใจว่าทำไม นายสุกรี ฮารี ต้องออกมาเคลื่อนไหวตำหนิรัฐบาลไทย โดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 ในเรื่องของโครงการพาคนกลับบ้าน และอยากทราบเหมือนกันว่า ผู้นำของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่แท้จริงเป็นใครกันแน่ ก่อนหน้านี้มี นายดูนเลาะ แวมะนอประธานของขบวนการบีอาร์เอ็น แต่ที่แถลงการณ์ล่าสุดนี้กลายเป็น นายสุกรี ฮารี พยายามแสดงบทบาทนี้”

“ตลอดเวลาที่เราร่วมกันต่อสู้กันอย่างลำบาก บรรดาพวกเขาเหล่านี้ (กลุ่มนายสุกรี ฮารี) ไม่เคยมีการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเราระดับผู้ปฏิบัติการแม้แต่ครั้งเดียว อยากสร้างความเข้าใจว่า ทำไมผู้คนหลากหลายต่างยอมเข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน ลองคิดดูให้ดี” นายมูฮัมหมัด กล่าว