เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ออกแถลงการณ์ หลังจากรัฐบาลมีนโยบายโค่นยางพาราเพื่อลดปริมาณผลผลิต หลังจากราคายางพุ่งสูงสุดในปี 2554 ทำให้มีกระแสตื่นยาง มีการขยายพื้นที่การปลูกยางทั่วประเทศ รวมทั้งในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ทำให้ยางล้นตลาด เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทั้งที่ข้อเท็จจริงปริมาณผลผลิตยางและปริมาณการใช้ยางธรรมชาติของโลกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน 12-13 ล้านตันต่อปี
นายสุนทรกล่าวว่า นโยบายทวงคืนผืนป่าโดยการโค่นยางพารา มาตรการส่งเสริมให้มีการโค่นยางเพื่อปลูกพืชอื่นแทน นโยบายการลดพื้นที่ปลูกยางพาราด้วยแรงจูงใจต่างๆ ของรัฐบาลที่มีตั้งแต่ปี 2557 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ไม่สามารถตอบโจทย์เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำได้ ราคายางไม่ได้สูงขึ้นตามสมมติฐานการโค่นยางเพื่อลดปริมาณผลผลิตของนักวิชาการ และสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ไม่เห็นด้วยกับการโค่นยางทั้งหมดเพื่อปลูกพืชอื่นแทน เว้นแต่จะเป็นไปตามความต้องการและความสมัครใจของเกษตรกร สมาคมฯจึงมีข้อเสนอแนวทางการทำสวนยางยั่งยืน โดยการเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวให้เป็นป่ายางที่คุณภาพ โดยปลูกต้นไม้ยืนต้นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ การทำเกษตรผสมผสาน และการทำเกษตรอินทรีย์ในสวนยาง
“สมาคมฯพยายามชี้นำรัฐบาลให้ลดจำนวนต้นยางแทนการลดพื้นที่ปลูกยาง และการจัดการสวนยางแนวใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องปลูกยางเชิงเดี่ยวหนาแน่นแบบเก่า แต่ไม่ได้รับความสนใจ สมาคมฯจึงรวมปราชญ์ชาวบ้านหลายพื้นที่ในภาคใต้ที่ปลูกยาง 40-44 ต้นต่อไร่ ซึ่งต้นยางโตกว่า และมีแนวโน้มว่าน้ำยางจะมากกว่าหรือเท่ากับการปลูก 76-80 ต้นต่อไร่ จึงเป็นการลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย แรงงาน การปลูกยางไม่หนาแน่นทำให้สามารถปลูกพืชอื่นเสริมในสวนยางได้ เพื่อสร้างรายได้เสริมโดยไม่ต้องรอและหวังพึ่งรายได้จากยางเพียงอย่างเดียว” นายสุนทรกล่าว
นายกสมาคมฯกล่าวอีกว่า ขณะนี้มีข้อเสนอของสมาคมฯตามแนวทางสวนยางยั่งยืน กรณีสวนยางที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี การลดจำนวนต้นยางเพื่อการทำ “สวนยางยั่งยืน” ให้เป็นไปโดยความสมัครใจ และมีรูปแบบการทำสวนยางตามที่เกษตรกรออกแบบเอง โดยรัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริม เช่น โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืนที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ กรณี สวนยางที่มีอายุเกิน 25 ปี และขอรับการส่งเสริมการปลูกแทนตามมาตรา 49 (2) เป็นไปตามระเบียบของการยางแห่งประเทศไทย ( กยท.) ว่าด้วยการปลูกยางแบบผสมผสาน รัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจเพื่อให้มีการทำ “สวนยางยั่งยืน” ด้วยการปลูกยาง 40-44 ต้นต่อไร่ โดยให้รัฐบาลจ่ายเป็นเงินสนับสนุนการปลูกแทนเพิ่มไร่ละ 4,000 บาท ซึ่งเดิม กยท.จ่าย 16,000 บาทต่อไร่ หากรัฐบาลจ่าย 4,000 บาทต่อไร่ รวมเป็นเงินปลูกแทน 20,000 บาทต่อไร่
“กรณีสวนยางไม่มีเอกสารสิทธิ์ 4.6 ล้านไร่ มีเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มนี้ 300,000 ครัวเรือน หากเกษตรกรเปลี่ยนสวนยางเชิงเดี่ยวเป็นการทำ ‘สวนยางยั่งยืน’ ขอให้เกษตรกรได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย ภายใต้กรอบสิทธิชุมชน ให้รัฐบาลดำเนินการให้มีการค้าไม้ยางพาราที่เป็นธรรมและถูกกฎหมาย เพื่อลดการเอาเปรียบและการกดราคาไม้ยางพาราจากพ่อค้า การคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งป้องกันมาตรการการกีดกันทางการค้า ทั้งน้ำยางและไม้ยางจากต่างประเทศในอนาคต และขอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานจัดทำแผนแม่บทว่าด้วยการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้ยุทธศาสตร์ ‘สวนยางยั่งยืน’ นำไปสู่การปฏิบัติ มีแผนงานที่ชัดเจน เช่น การตลาดและการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตผล การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง แบบสมัครใจจ่ายสมทบ เพื่อให้คุ้มครองดูแลเกษตรกรชาวสวนยางที่ด้อยโอกาสมากที่สุด โดยเฉพาะคนกรีดยาง” นายสุนทรกล่าว

