เมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 24 เมษายน ร.ต.อ.พงศกร สรัชนา ร้อยเวร สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตฉนวนกันความร้อนชื่อบริษัท มิคเชล จำกัด เลขที่ 45/12 หมู่ 12 ซอยวัดบางฝ้าย ต.บางหัวเสือ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เพลิงอยู่ระหว่างลุกไหม้หลังรับแจ้งประสานรถดับเพลิงกว่า 30 คัน เข้าตรวจสอบ ในที่เกิดเหตุเป็นโรงงาน 2 ชั้นขนาดใหญ่เนื้อที่กว่า 10 ไร่ ประกอบกิจการเกี่ยวกับฉนวนกันความร้อนและใยแก้วซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเพลิงได้ลุกไหม้เป็นจำนวนมากมีทั้งแสงเพลิงและกลุ่มควัน
นอกจากนี้ เพลิงยังได้ขยายวงกว้างไปลุกลามไปติดกองวัสดุใยแก้วและฉนวนกันความร้อนและลานจอดรถซึ่งมีรถยนต์นั่งส่วนบุคลจำนวนกว่า 30 คัน และรถบัส 1 คัน รถแบ๊กโฮ 1 คัน ได้รับความเสียหายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำอย่างหนักและประกอบกับลมกระโชกแรงจึงทำให้เพลิงลุกลามไปติดพื้นที่ใกล้เคียง เจ้าหน้าที่ใช้เวลาอยู่ประมาณ 2 ชม. จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แต่ยังไม่ดับสนิท
จากการสอบถามนายจรินทร์ สัตตารัมย์ อายุ 33 ปี พนักงานของโรงงานดังกล่าว ซึ่งพักอาศัยอยู่ติดกับโรงงานได้เล่าให้ฟังว่า โรงงานดังกล่าวได้ผลิตเกี่ยวกับฉนวนกันความร้อนและใยแก้ว และมีพนักงานประมาณ 300 คน ซึ่งพนักงานได้ออกเวรไปตอน 20.00 น. และเหตุการณ์ก็ยังปกติ จนกระทั่งตนมาทราบว่ามีไฟไหม้โรงงานจึงได้วิ่งมาดูก็พบว่าเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง จึงได้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบ ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่คาดว่าไฟฟ้าลัดวงจรเพราะขณะเกิดเหตุไม่มีพนักงานทำงานและความเสียหายคาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้ประสานเจ้าหน้าที่จากกองพิสูตรหลักฐานเข้าตรวจสอบอีกครั้ง
ต่อมาเวลา 08.00 น. วันที่ 24 เมษายน ความคืบหน้ากรณีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงาน มิคเชล ที่ผลิตฉนวนกันความร้อน จนได้รับความเสียหายหมดทั้งหลัง และลุกลามไปไหม้บ้านพักคนงานอีก 6 ครอบครัว ที่ต้องหนีตายโดยที่ไม่สามารถหยิบหรือนำเอาทรัพย์สินมีค่าออกมาจากบ้านได้แม้แต่ชิ้นเดียว
นายนิพัฒน์ ดีทั่ว อายุ 48 ปี ผู้ได้รับความเดือดร้อนเล่าถึงเหตุการณ์ว่า โชคดีเพลิงลุกไหม้ขึ้นในเวลาช่วงประมาณเที่ยงคืน หากไหม้ในช่วงที่ดึกกว่านั้นหรือช่วงที่ทุกคนนอนหลับ คงมีคนเสียชีวิตกันหลายราย เพราะเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นนั้นสูงมากราวกับภูเขา และเป็นบริเวณกว้างราวกับทะเล ตนได้พาครอบครัววิ่งหนีตายออกไปหลบข้างต้นไม้ที่ห่างออกไปเกือบ 100 เมตร แต่เปลวเพลิงก็ยังตามไปเผาต้นกล้วยจนใบตองไม้เกรียม ตนจึงต้องพาครอบครัวหนีลงในทุ่งนาที่เต็มไปด้วยโคลนตม จึงสามารถหลบความร้อนจากเปลวเพลิงขนาดมหึมาได้

โดยตนและเพื่อนบ้านอีก 5 ครอบครัว ไม่มีใครนำเอาทรัพย์สินออกมาได้แม้แต่ชิ้นเดียว แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ มีเพียงเสื้อผ้าที่ใส่ติดตัวออกมา แต่ยังโชคดีที่มีชาวบ้านนำเสื้อผ้ามาให้ใส่ไปก่อน ซึ่งขณะนี้ตนและผู้เดือดร้อนทั้งหมด ยังไม่มีอาหารและที่อยู่อาศัย คงต้องรอทางเจ้าหน้าที่เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้
นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุพบเห็นรถยนต์ของทางบริษัท และรถยนต์ของชาวบ้านที่นำมาจอดไว้ในลานกว้าง ที่เช่าจอดเป็นรายเดือนเสียหายแล้วอย่างน้อย 15 คัน รถจักรยานยนต์ที่ถูกไฟไหม้แทบไม่เหลือซากอีก 3 คัน ซึ่งคาดว่าเมื่อตรวจสอบโดยละเอียดแล้วอาจมียอดพุ่งถึง 20 คัน
ขณะที่อาคารของโรงงานนั้นทางเจ้าหน้าที่กั้นเป็นพื้นที่อันตราย ห้ามเข้าไปภายในโดยเด็ดขาด เพราะโครงสร้างของอาคารได้รับความเสียหายทั้งหลัง และพร้อมที่จะพังถล่มลงมาได้ทันที จึงจำเป็นต้องรอทางฝ่ายวิศวกร และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง


