มรภ.เพชรบูรณ์สุดเจ๋ง!พัฒนาเสื้อเกราะอ่อนได้มาตรฐานระดับ 2เอ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำตกตัวละราว 8,000 บาท ล่าสุดจดสิทธิบัตร แล้วพร้อมมอบตัวอย่างให้ตร.ใช้งาน 10 ตัว ทีมวิจัยฯหวังพัฒนาต่อยอดเสื้อเกราะอินทนิลไปถึงมาตรฐานระดับ 3เอ,3
วันที่ 26 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมอาคารสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)เพชรบูรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์(ผศ.)ประยูร ลิ้มสุข อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์ เป็นประธานมอบเสื้อเกราะป้องกันกระสุนอินทนิลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเกิดจากงานวิจัยของคณะอาจารย์ มรภ.เพชรบูรณ์ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.เพชรบูรณ์จำนวน 10 ตัว โดยมี พล.ต.ต. ภิญโญ หวลกสินธุ์ ผบก.ศูนย์ฝึกตำรวจ รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จ.เพชรบูรณ์ เป็นตัวแทนผู้รับมอบ โดยผศ.ประยูรกล่าวว่า เสื้อเกราะป้องกันกระสุนนี้เป็นงานวิจัยของทางมรภ.เพชรบูรณ์ ตามพระบรมราโชบายยุทธศาสตร์ที่ 1 ในการพัฒนาท้องถิ่น
ผศ.ประยูรกล่าวว่า โดยงานวิจัยเริ่มตั้งแต่ปี 2552 และหลังจากทำการทดสอบเกราะโดยใช้วัสดุหลายชนิด กระทั่งมาประสบความสำเร็จโดยการใช้วัสดุจากการตกแต่งรถที่เรียกว่าเคฟล่า และจากการผ่านการทดสอบที่โรงงานวัตถุระเบิดเสื้อเกราะอินทนิลได้มาตรฐานระดับ 2เอ ซึ่งมั่นใจได้ว่าสามารถป้องกันกระสุนขนาด 9 มม.และกระสุนขนาด 11 มม.หรือ .45 ACP ได้อย่างแน่นอน น้ำหนักเสื้อราว 4 กิโลกรัม ส่วนต้นทุนการผลิตเสื้อเกราะอ่อนดังกล่าวตกราวตัวละ 8,000 บาท ถือว่าค่อนข้างต่ำหากเปรียบเทียบกับเสื้อเกราะที่นำเข้าจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรและได้รับการคุ้มครองเป็นทรัพย์สินทางปัญญาตามพ.ร.บ.สิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านผศ.ธรรม์ณชาติ วันแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนามรภ.เพชรบูรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยเสื้อเกราะอินทนิลกล่าวว่า วัสดุตัวเกราะใช้วัสดุภายในประเทศไทยทั้งสิ้น โดยในวงการเสื้อเกราะต่างประเทศเคฟล่าถือว่าเบอร์หนึ่งและน้ำหนักแต่แพงมากราคาตัวละราว 20,000-30,000 บาท แต่สำหรับเสื้อเกราะอินทนิลราคาต้นทุนการผลิตอยู่ในราวตัวละ 8,000 บาท ส่วนเคฟล่าที่ใช้นั้นเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ที่นิยมใช้ในการตกแต่งรถยนต์ทั่วไปหรือรถแข่ง ซึ่งคุณสมบัตินอกจากจะมีน้ำหนักเบาและเหนียวยืดหยุ่น หลังจากผ่านกรรมวิธีการขึ้นสลับลายทำให้มีคุณสมบัติแข็งและเหนียวรวมทั้งเบาอีกด้วย
“ก่อนจะมาถึงขั้นนี้ก็ลองผิดลองถูกมาจนนับไม่ถูกเหมือนกัน ส่วนแรงบันดาลให้เกิดงานวิจัยชิ้นนี้มาจากลูกศิษย์ที่จบการศึกษาไปแล้ว และไปรับราชการเป็นทหารตำรวจหลังได้รับแจกเสื้อเหล็กซึ่งเกราะเป็นแผ่นเหล็ก จึงได้มาพูดคุยบอกว่าเป็นเสื้อเกราะที่มีน้ำหนักมาก เมื่อสวมใส่ไปแล้วไม่คล่องตัว ทำให้เกิดแนวคิดจะหาวัสดุอะไรมาทดแทนเกราะแผ่นเหล็ก”ผศ. ธรรม์ณชาติกล่าว
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มรภ.เพชรบูรณ์กล่าวอีกว่า สำหรับการต่อยอดพัฒนานั้นก็มีแนวคิดต้องการพัฒนาเสื้อเกราะอินทนิลให้ได้มาตรฐานระดับ 3เอ และ 3 ขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นเสื้อเกราะที่สามารถป้องกันกระสุนปืนยาว อาทิ ปืนเล็กยาวเอ็ม 16 และต้องแก้โจทก์จะทำอย่างไรให้น้ำหนักเบากว่านี้ขณะเดียวต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย แม้เสื้อเกราะอินทนิลปัจจุบันน้ำหนักจะอยู่ในราว 4 กิโลกรัม แต่ในการใช้งานจริงควรจะเบากว่านี้อีก ก็ตั้งใจจะพัฒนาต่อเนื่องต่อไป
“ส่วนความยากง่ายของการผลิตเสื้อเกราะอินทนิลนั้นอยู่ที่แผ่นเกราะกันกระสุนด้านใน และองค์ความรู้ต่างๆหลังจากที่เราผ่านการเรียนรู้และค้นหากว่าจะหาจุดลงตัวได้ ถือว่าใช้ระยะเวลายาวนานมาก แต่เมื่อประสบความสำเร็จมาถึงระดับนี้พวกเราต่างก็ภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” ผศ.ธรรม์ณชาติกล่าว
นาวาอากาศโทพชรพล อาจคำพันธุ์ หัวหน้าแผนกทดสอบทางขีปณวิธี โรงงานวัตถุระเบิดทหาร กรมการอุตสาหกรรมทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กล่าวว่า เสื้อเกราะบ้านเราที่ใช้งานอยู่จะเป็นเกราะอ่อนระดับ 3 คือกันกระสุนปืนขนาด .44 มม. แล้วนำเกราะอ่อนมาเสริมในมาตรฐานระดับ 3 เอ กันกระสุนปืนขนาด 5.56 มม. (M16) หรือกระสุนขนาด 7.62 มม.(นาโต)ได้ โดยเสื้อเกราะที่ทหารใช้ในภาคใต้จะอยู่ในเรเวน 3 ส่วนเสื้อเกราะเคฟล่าในต่างประเทศราคาจะอยู่ในราว 20,000 กว่าบาท และหากจะขายให้ทางราชการจะต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบของหน่วยงานในแต่ละกองทัพ ที่ผ่านมาก็มีความพยายามพัฒนาเสื้อเกราะอ่อนไม่ว่าจะเป็นการใช้ฟิล์มเอกเรย์หรือแม้กระทั่งวัสดุอื่นอย่างเช่นใยผ้าแต่โดยส่วนใหญ่จะไม่ผ่านการทดสอบ และหากจะให้ผ่านการทดสอบจะต้องเพิ่มวัสดุทำให้น้ำหนักมากขึ้น จึงไม่เป็นที่นิยม


