เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่จังหวัดอุดรธานี นางกิตติชา ธานีเนียม ข้าราชการครูบ้านจำปา เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวบ้าน ต.หนองนาคำ อ.เมืองที่ได้รับความเดือดร้อน จากกลิ่นเหม็นของโรงงานยางแท่งของ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท วงษ์บัณฑิต จำกัดติดต่อกันมากว่า 6 ปี กำลังมีความหวัง หลังจากชาวบ้านส่งตัวแทน“แต่งชุดไทยย้อนยุค” ไปเข้าร้องเรียน ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาจ.หนองบัวลำภู ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ผู้ตรวจราชการพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี จะมาติดตามข้อเท็จจริงในพื้นที่ สำหรับการร้องเรียนหน่วยงานในพื้นที่นั้น ที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขให้เด็ดขาดได้ โดยในปี 2559 กลุ่มชาวบ้านได้ร้องเรียนต่อกสม. มีคณะอนุกรรมการเดินทางมาตรวจสอบหลายครั้ง จนปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ชาวบ้านได้รับแจ้งจากนายบุญเกื้อ สมนึก รองเลขาธิการกสม. ถึงผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน ตามหนังสือรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิชุมชน ที่ 125/2561 ลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 ลงนามโดยนายวัส ติงสมิตร ประธานกสม. มีความเห็นว่า โรงงานทั้งสองละเมิดสิทธิชุมชน พร้อมมีข้อเสนอและมาตรการหรือแนวทางในการป้องกัน ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงงานทั้งสอง คือ 1.จังหวัดอุดรธานีควรบูรณาการ แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ต้องไม่ปล่อยให้ประชาชน ได้รับผลกระทบอย่างยาวนานเหมือนที่ผ่านมา ภายใน 90 วัน
นางกิตติชา กล่าวต่อว่า 2.กระทรวงอุตสาหกรรมควรระงับการขยายกำลังผลิตหรือการเดินเครื่องผลิตในส่วนที่ขยายโรงงานไว้ก่อน จนกว่าจะจัดทำระบบป้องกันตามเงื่อนไขภายใน 90 วัน รวมถึงกำกับดูแลโรงงานทั้งสอง ให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และจัดให้มีมาตรฐานยางดิบและมาตรฐานโรงงานแปรรูปยางพารา ตลอดจนจัดทำนโยบายเร่งด่วน ให้เกษตรกรใช้กรดอินทรีย์แทนกรดซันฟิวริก 3.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรจัดให้มีการตรวจสอบมลภาวะ จากโรงงานยางพาราในภาคอีสานต่อเนื่องสม่ำเสมอตามมาตรฐานตรวจสอบมลพิษ ในส่วนเกี่ยวข้องกันกลิ่นเหม็น กรดซัลฟิวริก ระบบบำบัดน้ำเสียและมาตรฐานน้ำทิ้ง ทั้ง 2 โรงงาน ต้องจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการให้ผู้ก่อมลภาวะ ต้องชดใช้ความเสียหานการฟื้นฟู และ4.กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพ บำบัดรักษา ผู้ได้รับผลกระทบ อย่างเร่งด่วน และต่อเนื่อง 5.การยางแห่งประเทศไทย ควรจัดให้มีมาตรการสนับสนุนหรือส่งเสริม ให้ผู้ประกอบการรับซื้อยางจากเกษตรกรใช้กรดอินทรีย์แทนกรดซันฟิวริก ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพเกษตรกร ลดผลกระทบต่อมลพิษในกระบวนการผลิต และช่วยให้ประเทศไทยผลิตยางมีคุณภาพ ไม่ปนเปื้อนกรดซัลฟิวริก และ 6.โรงงานทั้ง 2 แห่ง ควรปรับปรุงระบบธรรมมาภิบาลสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการระงับการดำเนินการของโรงงานโดยสมัครใจ และเปิดดำเนินการใหม่เมื่อได้รับการปรับปรุง ระบบผลิต กองยาง บำบัดน้ำเสีย กำจัดไอระเหย รวมถึงมีมาตรการชดเชยค่าเสียหายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
“ชาวบ้านไม่ได้ออกมาประท้วงหรือกดดัน แต่พยายามเรียกร้องสิทธิ โดยในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ ชาวบ้านเตรียมนำเสนอผลงาน “วิจัยฉบับชาวบ้าน” ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงานยางแทง 2 โรง ใหญ่ที่สุดในโลกที่ ต.หนองนาคำ อ.เมือง ซึ่งชาวบ้านได้ร่วมกันทำขึ้นช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ให้กับคณะผู้ตรวจราชการพิเศษจากสำนักนายกรัฐมนตรี หวังว่าปัญหานี้จะได้รับการแก้ไข ไม่ต้องทนกลิ่นเหม็นต่อไป” นางกิตติชากล่าว
ด้านนางพาขวัญ กาจหาญ อุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับเอกสารจากกสม.แล้ว และอยู่ระหว่างเร่งรัดแก้ไขเรื่องดังกล่าว

