แล้งจัดกระทบภาคเกษตรฯ เจ้าของสวนไม้ดอกไม้ประดับรายใหญ่ที่สุดในภูเก็ตเผยไม่มีน้ำรดต้นไม้เพียงพอ ต้องเฉลี่ยรดน้ำ 3 วันต่อครั้ง ทำให้ผลผลิต-รายได้ลดกว่าครึ่ง ขณะที่ไม้ดอกบางส่วนเริ่มแห้ง
ผลกระทบภัยแล้งที่จังหวัดภูเก็ต หลังฝนไม่ตกต่อเนื่องนานนับเดือน ทำให้ภาคเกษตรกรรม เริ่มขยายเป็นวงกว้าง เช่นที่ศูนย์เรียนรู้ ไม้ดอกไม้ประดับ ของนายสมชาย สกุลชิต (ประธานสภาเกษตรกรภูเก็ต) ซอยทุ่งนาเคียน บ้านลิพอน ม.5 ต.ศรีสุนทร อ.ถลาง ซึ่งเป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับรายใหญ่ที่สุดในภูเก็ต ที่ตัดส่งจำหน่ายตามออเดอร์ ให้โรงแรมและสถานประกอบการในจังหวัด ที่เคยสร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นถึงแสนบาท
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับ นายสมชาย สกุลชิต เจ้าของสวน กล่าวว่า ขณะนี้ที่สวนของตนเริ่มได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เนื่องจากแหล่งน้ำจากบ่อธรรมชาติที่ใช้รดต้นไม้ไม่เพียงพอ ต้องเฉลี่ยรดได้เพียง 3 วันต่อ 1 ครั้ง ส่วนหนึ่งต้องกันน้ำไว้ใช้อุปโภค และรดน้ำต้นไม้พืชผลทางการเกษตรอื่นๆ อีก ส่งผลให้ต้นไม้ดอกที่ปลูก ออกดอกให้ผลผลิตน้อยกว่าปกติ และดอกที่ออกมาไม่ค่อยสมบูรณ์สวยงาม ต้องทำการคัดคุณภาพ ทำให้ส่งได้น้อยลง
โดยไม้ดอก ไม้ประดับที่ปลูกในศูนย์ฯมีอยู่กว่า 60 ชนิด รวมทั้งผลไม้และผักสวนครัวในพื้นจำนวน 29 ไร่ แต่ที่เป็นรายได้หลักมีอยู่ประมาณ 6 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชดอกในสกุลเฮลิโคเนียหรือธรรมรักษา ทั้งชนิดช่อตั้ง ที่เรียกว่าดอกก้ามปู มีทั้งดอกก้ามปูเล็ก และดอกก้ามปูล็อบสเตอร์(ดอกใหญ่) และพืชดอกในสกุล เฮลิโคเนีย หรือธรรมรักษาแบบช่อห้อย อย่าง เซ็กซี่พิงค์ แทมเพลส เทนเดย์ และท็อบปิก และพืชดอกไอริส และไม้ประดับอื่นๆ ที่ผ่านมาตัดส่งดอกไม้ได้เฉลี่ยเดือนละ 7-8 หมื่นบาท
“หลังจากที่แล้งยาวนานติดต่อกันทำให้น้ำมีไม่เพียงพอ ต้องจัดสรรปันส่วนรดน้ำทุกๆ 3 วันแทน ทำให้ผลผลิตลดลงสามารถตัดดอกขายได้เฉลี่ยเพียง 3-4 หมื่นต่อเดือน ขณะที่ไม้ดอกบางแปลงใบเริ่มแดงและแห้งเหี่ยว” ซึ่งปีนี้ถือว่าแล้งหนักกว่าปีที่ผ่านมา

