เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ห้องประชุมคำชะโนด ชั้น 2 อาคาร 2 ศาลากลาง จ.อุดรธานี พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้ตรวจราชการพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางร่วมประชุมกับนายธนพล จันทรนิมิ รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี หน่วยงานราชการเกี่ยวข้อง ตัวแทนโรงงานยางแท่ง บ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) และ บ.วงษ์บัณฑิต จก. ถ.นิตโย ต.หนองนาคำ อ.เมือง และตัวแทนชาวบ้านเดือดร้อน 12 หมู่บ้าน ต.หนองนาคำ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหากลิ่นเหม็นมากกว่า 6 ปี ทำให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ
โดยที่ประชุมได้สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหา 6 ข้อ คือ 1.หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง และ บ.ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) สาขาอุดรธานี บ.วงศ์บัณฑิต อุดรธานี จก.จะได้ดำเนินการตามรายงานผลการตรวจสอบ ที่ 125/2561 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 , 2.หากเกิดปัญหามลภาวะ โรงงานทั้งสองอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปในโรงงานโดยสงบและโรงงานจะให้ข้อมูลตามที่ประชาชนร้องขอ ยกเว้นข้อมูลทางธุรกิจการค้าอันเป็นความลับของบริษัท , 3.บ.ศรีตรัง แอโกรอินดัสทรี จก.(มหาชน) สาขาอุดรธานี จะดำเนินการปรับปรุงโกดังที่เก็บกองยางถ้วย ให้เป็นระบบปิดเพื่อป้องกันกลิ่น ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 และจะเร่งรัดในการศึกษาและนำระบบจมูกอิเลคทรอนิค (electronic nose) เข้ามาใช้ภายในโรงงาน

4.วันที่ 15 มิถุนายน 2561 จังหวัดอุดรธานี จะประชุมคณะทำงานสำรวจข้อมูลกลิ่นเหม็นจากโรงงานแปรรูปยางพาราฯ ตามคำสั่งจังหวัดอุดรธานีที่ 1746/2561 เพื่อสรุปผล , 5.ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งบริษัท สรุปผลการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาและแผนการแก้ไขปัญหาที่จะดำเนินการต่อไป ส่งให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 เพื่อรวบรวมเพื่อส่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีทราบต่อไป และ 6.สนง.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.อุดรธานี จะดำเนินการประสานให้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มาตรวจวิเคราะห์สารที่เคยตรวจพบอีกครั้งโดยด่วน และขอให้ สนง.สาธารณสุข จ.อุดรธานี ระบุถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมในชุมชน รวมทั้งอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายและชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกัน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ฯ และคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ดูสภาพข้อเท็จจริง ที่โรงงานยางแท่งทั้ง 2 แห่ง โดยตรวจสอบกองยางก้อนถ้วยในโรงเก็บ และกองยางกลางแจ้ง ซึ่งจุดเก็บยางมีกลิ่นเหม็นมากกว่าบริเวณอื่น ซึ่งของโรงยางศรีตรังฯเก็บในโรงระบบกึ่งปิด มีกลิ่นเหม็นมากเมื่อเข้าใกล้ ส่วนกองยางกลางแจ้งที่เป็นยางเครปของ บ.วงศ์บัณฑิตฯ ทางคณะให้รถตักยางขึ้น ปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นจากด้านในออกมาทันที ส่วนที่บ่อบำบัดน้ำเสีย , ขั้นตอนการผลิตยางแท่ง ปล่องระบายควันที่เกิดจากการผลิต ที่จากระบบเดิม เว็ตสครับเบอร์ เปลี่ยนเป็นระบบ ไบโอสครับเบอร์ ที่ปากปล่องปล่อยควัน จะคว่ำลงสู่ระบบกำจัดกลิ่นผ่านเชื้อจุลินทรีย์ในน้ำ มีกลิ่นเหม็น แต่ไม่มากเท่ากองยาง ซึ่งทางตัวแทนของโรงงานทั้ง 2 แห่ง นำตรวจและอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ในการผลิตยางแท่ง
พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวว่า ได้คุยปัญหาเบื้องต้นกับชาวบ้าน และได้ลงพื้นที่สืบสภาพปัญหาเบื้องต้น รวมทั้งได้ร่วมประชุมไตรภาคี เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง เริ่มจากผู้ร้องแสดงข้อกังวล และแนวทางการแก้ปัญหา จากนั้นให้ทางโรงยางได้ชี้แจง และหน่วยงานราชการชี้แจงการการแก้ไขที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่ซึ่งก็พบว่าได้กลิ่น จึงให้ผู้ร้องได้ตรวจสอบร่วมกัน ทางโรงงานยินดีรับฟัง และพร้อมจะแก้ไขร่วมกัน และให้ 2 โรงงาน สรุปผลการปฏิบัติที่ผ่านมา และแนวทางที่จะแก้ไขต่อไป หลังจากนั้นก็จะประชุมร่วมกันอีกเพื่อดูว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้หรือไม่
“หลังลงพื้นที่แล้วก็จะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ และจะกลับมาลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าอีก ทั้งนี้ในระหว่าง 90 วัน ชาวบ้านไม่ต้องรอ สามารถร่วมกันคิดร่วมกันทำกับทางโรงงาน และหน่วยงานราชการ โดย 1 ใน 6 ของบันทึกช่วยจำที่ทำไว้ คือ ทางโรงงานต้องเปิดให้ชาวบ้านและหน่วยงานราชการ เข้ามาตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ชาวบ้านต้องเข้ามาโดยสงบ สิ่งนี้จะทำให้กระบวนการแก้ไขไม่หยุดนิ่ง ซึ่งระยะเวลา 90 วันเป็นเพียงกรอบเวลา ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ได้วางกรอบไว้ เมื่อครบกรอบเวลา เราจะกลับมาติดตามความคืบหน้าการแก้ไขไปพร้อมกัน คิดว่าแนวทางที่วางไว้ น่าจะมีโอกาสที่จะแก้ไขปัญหาได้ ”พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าว

