หน้าแรก ภูมิภาค มทภ.4รู้ตัวกล...

มทภ.4รู้ตัวกลุ่มก่อเหตุบึ้มแล้ว โฆษก กอ.รมน.ภ.4ยันการข่าวไม่ล้มเหลว

21.05.18 | 17:54 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 ที่โรงพยาบาลปัตตานี พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาค 4 พร้อม นายวีรนันทน์ เพ็งจันทร์ ผู้ว่าราชการ จ.ปัตตานี ผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหาร ตำรวจ เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นส.สมจิตร ศรีสมบัติ อายุ 45 ปี ผู้บาดเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดตู้เอทีเอ็มป่วนเมืองปัตตานีเมื่อค่ำวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอาการพ้นขีดอันตรายแต่ยังคงมีอาการเคืองตาและหูอื้อ แพทย์ให้นอนพักรักษาตัวรอดูอาการ ส่วน น.ส.สมพิศ สกลจิตร อายุ 45 ปี ถูกระเบิดมีแผลฉีกขาดบริเวณกระดูกกลางหน้าอก อาการสาหัส ถูกส่งรักษาอาการต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ทั้งนี้ พล.ท.ปิยวัฒน์ กล่าวยืนยันต่อครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บว่า จะนำตัวกลุ่มผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด พร้อมขอให้ผู้บาดเจ็บพักรักษาตัวให้หายและไม่ต้องกังวลใดๆ โดยหน่วยงานภาครัฐจะช่วยเหลือด้านการรักษาเยียวยาทั้งทางร่างกายและสภาพจิตใจอย่างเต็มที่พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การก่อเหตุสร้างสถานการณ์โดยการลอบวางระเบิดขนาดเล็กในครั้งนี้ เป้าหมาย คือ ตู้ ATM เพื่อต้องการสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ และยังพยายามก่อเหตุในช่วงเดือนรอมฎอนที่สวนทางต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม นอกจากกลุ่มคนร้ายจะถูกติดตามนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังถือเป็นการกระทำบาปที่ต้องถูกลงโทษจากองค์อัลเลาะห์
ส่วนความคืบหน้าคดี แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เดินทางตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกำชับให้ทุกชุดเฉพาะกิจเรื่องการตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดนั้น สามารถบันทึกภาพของคนร้ายได้หลายจุด โดยการพยายามรวบรวมวัตถุพยานเป็นอีกหนึ่งเบาะแสที่จะสาวถึงตัวกลุ่มคนร้ายตามภาพข่าวที่มีการนำเสนอไปก่อนหน้านี้ จนทำให้พอทราบตัวกลุ่มผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุทั้ง 4 จังหวัดแล้ว จึงยังสั่งการให้ทุกหน่วยเร่งรัดการรวบรวมพยานวัตถุให้รัดกุมที่สุด เพื่อดำเนินการจับกุมต่อไปผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานจากการข่าวล่วงหน้าว่ากลุ่มคนร้ายมีความพยายามก่อเหตุ และยังสามารถเข้ามาก่อเหตุขึ้นมาได้ แสดงให้เห็นว่ามีความล้มเหลวในเรื่องของการข่าวหรือไม่ พ.อ.ปราโมทย์ กล่าวว่า จะพูดแบบนั้นไม่ได้ เพราะช่วงก่อนเดือนรอมฎอน มีการประชุมบูรณาการด้านการข่าวและวางระบบด้านการป้องกัน จะเห็นได้ว่าก่อนรอมฎอนความพยายามจะก่อเหตุขึ้นมาหลายครั้ง แต่เจ้าหน้าที่สามารถสกัดกั้นได้ทุกครั้ง ซึ่งแผนปฏิบัติในช่วงรอมฎอน ฝ่ายเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นในทางปฏิบัติ 2 เรื่องใหญ่ 1.การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่สัญจรไปมาเพื่อประกอบศาสนกิจ 2.การควบคุมพื้นที่เพื่อให้เกิดความปลอดภัย จึงต้องจัดลำดับความเร่งด่วนของพื้นที่ในการดูแลให้มีความปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายขนาดใหญ่ เช่น ในเขตพื้นที่เมือง เจ้าหน้าที่พยายามวางระบบการป้องกัน
“สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่าคนร้ายมีความพยายามเข้าไปในจุดที่เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่ที่มีพี่ประชาชนใช้อยู่ตลอดเวลา คือ ตู้ ATM ดังนั้นการจัดระบบป้องกันอาจทำได้ยาก นอกจากนี้มีการแต่งกายเลือนแบบเป็นผู้หญิง ทำให้การตรวจตราจากเจ้าหน้าที่ทำได้ยากขึ้น เพราะการแต่งกายเลือนแบบผู้หญิง สามารถซุกซ่อนวัตถุต้องสงสัยเข้ามาได้ง่าย แต่สิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าคนร้ายจะก่อเหตุในรูปลักษณะใดก็ตาม รัฐจะติดตามจับกุมกลุ่มบุคคลเหล่านี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม” พ.อ.ปราโมทย์ กล่าว