หน้าแรก ภูมิภาค เลขาฯป.ป.ท.ตร...

เลขาฯป.ป.ท.ตรวจร้องเรียน ออกเอกสารสิทธิ์มิชอบพื้นที่ภูเก็ต

21.05.18 | 20:10 น.

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมนาวาเอกบวร พรมแก้วงาม ผอ.สรมน.จว.ภูเก็ต เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เขต 8 , เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียนการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบใน 2 พื้นที่ คือ ที่สงวนเลี้ยงสัตว์ปากบาง ต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งมีการร้องเรียนนายทุนนำพื้นที่ให้ชาวต่างชาติเช่าเต็มพื้นที่ และ การออกโฉนดที่ดินพื้นที่สงวนเลี้ยงสัตว์เกาะโหลน ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต รวมถึงตรวจสอบข้อร้องเรียนการตัดถนนการตัดถนนผ่านป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลาของทาง อบต.กมลา อ.กะทู้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ และให้ข้อมูล พ.ท.กรทิพย์ กล่าวว่า สำหรับที่สงวนเลี้ยงสัตว์ปากบาง ต.กมลา อ.กะทู้ เบื้องต้นพบว่า กระทรวงมหาดไทย ประกาศหวงห้ามไว้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2480 ซึ่งรัฐบาลหวงห้าม ลำดับแปลงที่ 14 และนำขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2480 ซึ่งหวงห้ามเพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเนื้อที่ 18-2-46 ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือ แจ้งจด สวนมะพร้าวนายดำ กรุณา ทิศใต้ แจ้งจด คลองปากบาง ทิศตะวันออก แจ้งจด ประทานบัตรบริษัท กมลาติน ทิศตะวันตก แจ้งจด อ่าวกมลา โดยพบการยื่นขอออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ 3 แปลง หนึ่งในจำนวนนั้น ช่างรังวัดรายงานว่า ไม่ทับที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งช่างรังวัดคนนี้ เป็นบุคคลเดียวกับคนรังวัดที่ดินกว่า 200 ไร่ บนเทือกเขากมลา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ ให้อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นอกจากนั้นสภาพพื้นที่ปัจจุบัน บางส่วนเป็นโรงเรียนประชานุเคราะห์ 36 แต่พื้นที่ส่วนที่เหลือไม่ปรากฏสภาพที่สงวนเลี้ยงสัตว์ พบแต่ร้านค้าร้านอาหาร 63 ร้าน โรงแรม 5 แห่ง ซึ่งพบร้านอาหารขนาดใหญ่ของรองนายก อบต.ท่านหนึ่ง และร้านค้าส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติ รวมทั้งยังพบการยื่นขอออกโฉนดที่ดิน 3 แปลงแต่ยังไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้“เบื้องต้นที่แปลงนี้ ผู้ปกครองพื้นที่เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือ แม้แต่นายก อบต.ให้ถ้อยคำกับช่างรังวัดว่า บริเวณดังกล่าวไม่ใช่ที่สาธารณะประโยชน์ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป โดยมอบหมายให้ผู้อำนวยการ ป.ป.ท.เขต 8 ดำเนินการตรวจสอบความจริง มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้องหรือไม่ หากเกี่ยวข้อง เป็นการกระทำทุจริตในภาครัฐหรือไม่ ถ้าปรากฏว่าเป็นการกระทำทุจริตในภาครัฐ จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ขณะเดียวกันจะส่งเรื่องให้จังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป” พ.ท.กรทิพย์ กล่าวและว่า
กรณีที่สงวนเลี้ยงสัตว์เกาะโหลน ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ข้าหลวงประจำจังหวัด ได้ประกาศหวงห้ามเมื่อ พ.ศ. 2476 ซึ่งรัฐบาลหวงห้าม ลำดับแปลงที่ 24 และนำขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2493 หวงห้ามเพื่อใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ เนื้อที่ 2,500 ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือ ระยะ 50 เส้น แจ้งจด ควนเขาใต้ ระยะ 50 เส้น แจ้งจด ทะเล ทิศตะวันออก ระยะ 50 เส้น แจ้งจด ทะเล ทิศตะวันตก ระยะ 50 เส้น แจ้งจด ทะเล ตรวจสอบพบที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเกาะโหลน เป็นป่าคุ้มครองเมื่อปี 2481 และประกาศป่าสงวนเมื่อ 22/11/2511 เบื้องต้นพบการออกโฉนดที่ดิน 4 แปลง และ หนังสือรับรองการทำประโยชน์อีก 1 แปลง เนื้อที่กว่า 246 ไร่ ซึ่งเอกสารเดิมที่นำยื่นขอออก คือ ส.ค.1 ยื่นเมื่อปี 2498 ผู้แจ้งอ้างว่าสับสร้างมาประมาณ 3 ปี (พ.ศ. 2495) สับสร้างเอง เมื่อประมาณ 8 ปี (พ.ศ.2490) ซึ่งเป็นการแจ้งภายหลังการประกาศหวงห้ามเป็นที่สาธารณประโยชน์เมื่อปี พ.ศ.2476 เมื่อรวมเนื้อที่ ส.ค.1 ทุกแปลง เนื้อที่เพียง 101ไร่ แต่นำไปออก น.ส.3 ก. ได้เนื้อที่ 146 ไร่ ส่วนการดำเนินการจะถูกหรือผิด ต้องมีการตรวจสอบที่มาของการออกเอกสารสิทธิ์ โดยจะตรวจสอบในเชิงลึกก่อนแจ้งจังหวัดภูเก็ตดำเนินการ“ระหว่างที่ตรวจสอบพื้นที่ มีชาวบ้านยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบการตัดถนนผ่านป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขากมลา ของ อบต.กมลา โดยอ้างว่าไม่ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ไม่มีบ้านเรือนราษฎร พบแต่โรงแรม และพบกำลังมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ พื้นที่กว่า 40 ไร่ โดยจะตรวจสอบว่าหน่วยงานใดเป็นผู้อนุญาตให้ก่อสร้าง และมีการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เบื้องต้นตรวจวัดความสูงจากระดับน้ำทะเล พบว่าสูงกว่าระดับน้ำทะเลตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2560 พื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางเกินกว่า 80 เมตรขึ้นไปห้ามมิให้ก่อสร้างอาคารใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้จะส่งเรื่องทั้งหมดให้สำนักงาน ป.ป.ท.เขต 8 ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 60 วัน ก่อนสรุปและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป”