เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ ศูนย์อนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร นางสาวนวพร เนินทราย อายุ 27 ปี กรรมการกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย พร้อมด้วยนางมะลิจิตร เอกตาแสง อายุ 57 ปี กรรมการกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย พร้อมด้วยชาวบ้านกว่า 100 คน เผาหุ่นที่ทำจากต้นกล้วยพร้อมทั้งใช้เข็มและตะปูจิ้ปสาปแช่งโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล หลังจากที่ชาวบ้านทราบข่าวว่าบริษัทน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด เริ่มเข้าพื้นที่เตรียมตอกเสาเข็มในพื้นที่ ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ทั้งที่ชาวบ้านยังไม่เห็นใบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง.4) และอีไอเอยังขัดแย้งกับข้อมูลความเป็นจริงในพื้นที่หลายประเด็น พร้อมขอให้ทบทวนยกเลิกการขอใบอนุญาตโรงงาน ของโครงการโรงงานน้ำตาลทราย ขนาด 20,000 ตันอ้อยต่อวัน เนื่องจากชาวบ้านเกรงได้รับผลกระทบทางสิ้งแวดล้อม
นางสาวนวพร กล่าวว่า ตามที่บริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.น้ำปลีก อ.เมืองอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ ได้เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านอุตสาหกรรมและระบบสาธารณูปโภคโครงการโรงงานน้ำตาลของบริษัทฯ ซึ่งจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยีจำกัด เสนอให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณารายงาน โดยมีขนาดโครงการทั้งหมด 716 ไร่ 2 งาน 37 ตารางวา มีกำลังการผลิต 20,000 ตันอ้อย/วัน ผลิตภัณฑ์ที่ได้เป็นน้ำตาลดิบ ปริมาณ 302,520 ตัน/ปี คณะกรรมการผู้ชำนาญพิเศษ(คชก.) และเจ้าหน้าที่ สผ. ได้ลงตรวจสอบพื้นที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2560 และเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ในการประชุมครั้งที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 มีมติไม่ให้ความเห็นชอบรายงานฯ โดยให้โครงการแก้ไขเพิ่มเติมตามแนวทางหรือรายละเอียดที่ คชก. กำหนด ต่อมา สผ. ได้รับรายงานฉบับชี้แจงเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 และคชก. ในการประชุมครั้งที่ 42/2560 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งคชก. มีมติไม่เห็นชอบรายงาน และให้แก้ไขเพิ่มเติมตามแนวทางหรือรายละเอียดที่คชก. กำหนด นับว่าสิ้นสุดกระบวนการพิจารณารายงาน ต่อมาโครงการได้เสนอรายงานฉบับเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 โดยมีเนื้อหาขอลดขนาดพื้นที่โครงการ เป็น 702 ไร่ 2 งาน 53.77 ตารางวา ซึ่ง คชก.และเจ้าที่ สผ. ได้ตรวจสอบพื้นที่เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งฝ่ายเลขานุการได้พิจารณารายงานดังกล่าวแล้วมีความเห็นเบื้องต้นให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นการจัดการน้ำ รายละเอียดของโครงการและการใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม การมีส่วนร่วมของประชาชน พื้นที่สีเขียว กระทั่งวันที่ 14 มีนาคม 2561 ทางคชก. ได้มีการพิจารณา และมีมติเห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(ครั้งที่ 11/2561) ตลอดจนเปิดโอกาสให้ทางบริษัทที่ปรึกษากลับไปทำรายงานฉบับสมบูรณ์ และในปัจจุบันทางบริษัทกำลังดำเนินขั้นตอนในการขอใบอนุญาต รง.4

นางสาวนวพรกล่าวว่า ทางกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ซึ่งเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีพื้นที่อยู่อาศัยภายในรัศมี 5 กิโลเมตรและชุมชนอื่นๆ อีกมากมายที่พึ่งพิงลำเซบายเป็นหลัก ถือว่าใกล้พื้นที่จะเกิดโรงงานน้ำตาล การมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงทรัพยากรจากดิน ลำน้ำเซบาย ป่าชุมชน ป่าบุ่งป่าทาม ทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักที่จะมีโรงงานใกล้ชุมชนและทรัพยากรที่ชุมชนได้อาศัยอันจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีของชุมชน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจฐานรากที่หาได้จากทรัพยากร วัฒนธรรมและอื่นๆ
นางมะลิจิตร กล่าวว่า พอทางกลุ่มพอทราบข่าวว่ามีการถากถางพื้นที่และการตอกเสาเข็ม ก็ได้ทำพิธีกรรมความเชื่อโดยการเผาหุ่น และนำเข็มมาปักหุ่น และสาปแช่งกลุ่มคนไม่หวังดีต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน ยิ่งชาวบ้านทราบข่าวการถากถางพื้นที่และตอกเสาเข็มยิ่งทำให้ชาวบ้านมาร่วมกันมากขึ้นและพยายามตั้งคำถามถึง อีไอเอที่ขัดแย้งกับข้อมูลความเป็นจริงในพื้นที่ และชาวบ้านยังยืนหยัดในการคัดค้านโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ผ่านมาทางกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย ได้ทำหนังสือคัดค้านมติให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมดังกล่าวของ คชก.แล้ว และทางกลุ่มขอยืนยันตามข้อมูลข้อเท็จจริงและเหตุผล รวมถึงข้อคิดเห็นท้วงติงและข้อคัดค้านของหน่วยงานองค์กรและนักวิชาการต่างๆ เกี่ยวกับเหตุความไม่ถูกต้องเหมาะสมของโครงการ ซึ่งได้เคยยื่นส่งเป็นเอกสารและส่งตัวแทนเข้าร่วมชี้แจงในการประชุมพิจารณารายงาน EIA ของ คชก. แล้ว โดยกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย เน้นย้ำถึงเหตุผลข้อคัดค้านอันเป็นสาระสำคัญถึงความไม่ถูกต้องเหมาะสมของโครงการและยังมีข้อขัดแย้งทางข้อมูลต่อพื้นที่ ดังนี้
1.กระบวนการไม่มีส่วนร่วมของชุมชนในรัศมี 5 กิโลเมตรเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบแต่เราไม่ได้มีส่วนร่วมก่อนการดำเนินโครงการเลย
2.ไม่มีการทำความตกลงกับชุมชนให้ชัดเจนถึงการกำหนดระดับน้ำในการผันน้ำให้อยู่ในระดับที่หน่วยงานอนุญาตหรือที่ชุมชนยอมรับร่วมกันทั้งกลางน้ำ ปลายน้ำ และยังไม่มีการจัดประชุมประชาคมกลุ่มผู้ใช้น้ำและทรัพยากรในลำน้ำเซบายในประเด็นเรื่องการผันน้ำเข้าไปใช้ในโครงการ 2 ล้าน ลบ.ม./ปี ซึ่งโครงการจะมีแผนในการผันน้ำจากลำเบายเข้าพื้นที่โรงงานน้ำตาลในช่วงฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม-เดือนกันยายน 2 ล้าน ลบ.เมตร/ปี การกำหนดปริมาณน้ำที่ต้องผันจากลำน้ำเซบายนั้นกำหนดโดยบริษัทเพียงฝ่ายเดียวไม่มีการปรึกษาหารือหรือรับฟังความเห็นของชุมชนในเรื่องนี้โดยซึ่งหน้า และไม่มีการพิจารณาประเมินผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพในบริเวณจุดผันน้ำลำเซบาย
3.การดำเนินการโครงการโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน และโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 61 เมกะวัตต์ ถือว่าเป็นโครงการที่ขัดแย้งกับนโยบายแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ พ.ศ.2560 – 2564 การขยายพื้นที่ปลูกอ้อยของบริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะ ใน จ.อำนาจเจริญ และจังหวัดใกล้เคียงตามที่บริษัทได้พิจารณาทางเลือกของโครงการนั้นยังมีข้อขัดแย้งกับแนวคิดนโยบายและยุทธศาสตร์แผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ พ.ศ.2560 – 2564 ของจังหวัดยโสธร และอำนาจเจริญ ที่กำลังดำเนินการขยายพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ และการปฎิบัติของชุมชน โดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ซึ่งเป็นนโยบายของจังหวัดยโสธรเป็นเมืองแห่งวิถีอีสาน เกษตรอินทรีย์ก้าวไกลสู่สากล และจังหวัดอำนาจเจริญเมืองธรรมเกษตรอินทรีย์ ดังนั้นทางกลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทบทวนยกเลิกการขอใบอนุญาตโรงงาน ของโครงการโรงงานน้ำตาลทราย ขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน ของบริษัท น้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด ตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ
นายสิริศักดิ์ สะดวก อายุ 38 ปี ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ลำน้ำเซบาย กล่าวว่า กระบวนการจัดทำอีไอเอยังมีข้อขัดแย้งกับข้อมูลพื้นที่ เนื่องจากในรัศมี 5 กิโลเมตรพื้นที่คาบเกี่ยวกัน 2 จังหวัด คือ จ.อำนาจเจริญ และ จ.ยโสธร โดยในส่วนของ จ.ยโสธรไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่เริ่มต้น แต่จะเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรงงาน ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมที่ผ่านตนมองว่าไม่ได้ทำตามกระบวนการการมีส่วนร่วมที่แท้จริง เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมจะต้องทำตั้งแต่การให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงซึ่งจะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นตนอยากเรียกร้องให้ยกเลิกอีไอเอโรงงานน้ำตาล ที่ผู้มีส่วนเสียไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น และให้ยกเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

