เมื่้อวันที่ 31 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักสงฆ์ป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ ได้เผยแพร่คลิป นายเกษม ดวงแพงมาต หรืออดีตพระเกษม อาจิณณสีโล อยู่ในชุดขาวแสดงธรรมเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยตอบข้อถามของลูกศิษย์ที่อยากรู้ว่าพระที่เข้าไปอยู่ในคุกยังเป็นพระอยู่หรือไม่ ว่า ถ้าไม่ได้สึกก็ยังเป็นอยู่ ถ้าไม่สึกโดยไม่พอใจกล่าวคำสึก ไม่ตั้งใจลาสิกขากล่าวไปโดยเขาให้กล่าว การลาสิกขาไม่เหมือนเรื่องอื่น เรื่องอื่นต้องประกอบด้วย กายกับวาจาได้ แต่การลาสิกขาต้องประกอบ กาย วาจา ใจ และมีผู้รับรู้ แต่ถ้ามีผู้รับรู้ ประกอบกายและวาจา แต่ใจไม่ประกอบ ยังไม่เป็นฆราวาสตราบใดก็ยังเป็นภิกษุอยู่ตราบนั้น แต่ได้ยินว่าท่านสุวิทย์ อดีตพระพุทธะอิสระ กินข้าวก่อนแลงก่อนค่ำก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะไปกินข้าวแลงกับเขาทำไม ฝากลูกศิษย์ไปถามท่านหน่อยนะ
“มื้อเที่ยงไม่ได้ฉัน และมื้อเช้าก็ไม่ได้ฉัน เพราะไปหิ้วกันออกมาจากในกุฎิในมุ้ง ไปเปิดมุ้งเอาเลย แล้วเอาปืนจ่อให้หมอบลงๆ รู้สึกดูแล้วใช้ไม่ได้ พวกไปจับเกินไป แต่ได้ยินว่าออกมาขอโทษแล้ว ก็คงอภัยให้กันได้ล่ะมั้ง กลัวว่าจะมีบริวาร กลัวว่าจะอั้งยี่แบบมหาโจรมีปืนด้วยมั้ง เพิ่นไม่มีปืนดอก แต่ถ้ามีบริวารเขาก็คงไม่มีปืนดอก อยู่ในวัด หรือมีปืนก็มีได้ ถ้ามีหน้าที่แต่จะเอาไปยิงกันเชียวรึในวัด” นายเกษม กล่าว
นายเกษมกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่ไปทุบประตูของวัดของสงฆ์อย่างนั้น ถ้าไม่ทำคืน ไม่ชดใช้คืน ไม่แล้ว คนที่สั่งให้ทำ ถ้าเป็นหลวงก็ต้องไปเอากับกระทรวงยุติธรรม เข้าไปซ่อมคืนเพราะเป็นผู้ทำ ตามวินัยเป็นอย่างนั้น ใครทำเสียหายก็หาคนรับผิดชอบเป็นทำคืน ไม่ใช่กุฏิพุทธอิสระแต่เป็นของสงฆ์ การขอโทษขออภัยก็ดี แต่ทำของสงฆ์เสียหายต้องคืนเพราะเป็นคนทำ ตั้งใจจะจับคนแต่งัวเงียๆ คนเปิดประตูยังไม่ทันได้มาเปิด เรียกก็อกแก๊กๆ กัน 2-3 นาที แล้วจะให้พรวดพราดออกมา ท่านยังไม่ได้นุ่งผ้าห่มผ้า พอลุกมาก็นุ่งผ้าสบงก่อน แล้วจึงใส่สายประคต และใส่ผ้าจีวีรแล้วจึงออกมา
“ก็ไม่งามทำแบบนั้นกับพระ หรือกับโยมก็ตาม แจ้งกับเขาโดยดี แล้วให้ไปมอบตัว ถ้าไม่ไปค่อยตั้งหน้าตั้งตาไปล้อมจับเขา ถ้าไม่ได้กล่าวคำลาสิกขาโดยใจประกอบเพิ่นยังเป็นพระอยู่ แต่พวกที่เสพเมถุนอะไร ถ้ามีจริงก็ขาดจากพระ ในบรรดาองค์ที่เขาสงสัยมีสีกาเป็นเมียด้วยถ้าอย่างงั้น ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เป็นคนที่มีสติไปอีกแบบหนึ่ง แต่มีสติกับการทำแบบนั้น ก็ต้องอาบัติปาราชิก และเมื่อสึกแล้วก็แล้วไม่ใช่เอาไปเข้าคุกได้ เพราะไม่มีกฎหมาย ผู้หญิงก็รักท่านว่าอย่างนั้น ออกอากาศมาอย่างนั้น ถ้าเป็นจริงๆ อย่างนั้น แต่ก็ไม่รู้องค์ไหน” นายเกษม กล่าว
นายเกษมกล่าวอีกว่า พระมีโทษต้องปาราชิกหากไม่ได้กล่าวคำลาสิกขาจริงๆ สิกขายังอยู่ ก็ยังเป็นภิกษุ แต่ถ้าไปกินอาหารตอนบ่ายตอนค่ำต้องอาบัติปาจิตตีย์ แต่ถ้าทำประการอื่นไม่เป็นไร เช่น ถูกจองจำอยู่ เขาให้ลุก ให้เดิน เขาให้ทำอะไร คือสั่งให้ทำตามเขา คือทำตามเจ้าหน้าที่ไป ตามกฎตามระเบียบ หากถูกจองจำอย่างนั้นก็ไม่ต้องอาบัติ แต่ถ้าไปกินอาหาร ยังไงก็ต้องอดทนไม่กิน แม้ไม่มีอะไรกินในตอนบ่าย ก็ไม่ต้องกินทนไว้ไปถึงมื้อเช้า ฉันเสร็จก็เลิกไม่ฉันอีก เช่น หลวงปู่อาจรักษาอยู่อย่างเดิม พอพ้นโทษก็นุ่งผ้าหน้าเรือนจำเลย
นายเกษมยังได้กล่าวถึงมหาเถรสมาคม (มส.) ว่า ขี้เกียจไปยุ่งกับเถระสมาคม และไม่เชื่อว่าที่เหลืออยู่จะบริสุทธิ์ทั้งหมด ตนยังรู้อยู่ แต่ไม่สามารถระบุองค์ได้ เพราะเปิดเผยมาจะไปฟ้องไปร้อง ลูกศิษย์ลูกหาจะมีปัญหากัน
“แต่เช็กไปเหอะ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ถอยไม่ได้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถอยไม่ได้เจอต้องจับให้หมด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็หยุดไม่ได้ แก้ไว้ไม่หมดอย่าลืม ตอนมีการเลือกตั้งแล้ว แก้เรื่องนี้จะยาก พอเป็น ส.ส.แล้วหวงคะแนน หัวคะแนนทำผิดอะไรไม่ค่อยสน ไม่ใช่แค่ไปจับเฉพาะเงินทอนเท่านั้น แต่ต้องไล่จับให้หมดพวกที่อาบัติเล็กๆ น้อยๆ ด้วย” นายเกษม กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2556 อดีตพระพุทธอิสระ เคยกล่าวพาดพิงถึงอดีตพระเกษม จิณฺณสีโล แห่งที่พักสงฆ์ป่าสามแยกว่าเป็นพระที่ไม่รู้ซึ้งในศาสนา พร้อมทั้งท้าดวลไมค์คนละตัวถกธรรมะ กระทั่งอดีตพระเกษมได้รับคำท้า โดยให้นัดในสถานที่ที่ไม่ได้สร้างด้วยเงินของพระ หรือเงินบริจาคที่ให้พระมาสร้าง จากนั้นอดีตพระเกษมยังจัดทำเป็นคลิปตัดต่อช่วงตอนที่ถูกกล่าวพาดพิงมาเผยแพร่ก่อนประกาศรับคำท้าอีกด้วย

