หน้าแรก ภูมิภาค ลุงปทุมฯร้องโ...

ลุงปทุมฯร้องโดนยึดบ่อปลา ส่งคนข่มขู่-ไล่พ้นพื้นที่ให้เช่า ร้อง จนท.แต่ไม่คืบหน้า

4.06.18 | 18:42 น.

จากกรณีนายปรีชา ไตรศักดิ์ศรี อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 9/4 หมู่ 9 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ผู้ประกอบธุรกิจบ่อเลี้ยงปลาใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการทำสัญญาเช่ากับบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อทำบ่อเลี้ยงปลากว่า 50 ไร่ บนที่ดินเลขที่ 50/6 หมู่ 6 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ ร้องเรียนว่าถูกบริษัทคู่กรณีปิดประกาศสั่งห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่บ่อเลี้ยงปลา โดยอ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินและได้ยึดบ้านพร้อมที่ดินรวมถึงอุปกรณ์ทำมาหากินและปลาที่เพาะเลี้ยง โดยขับไล่นายปรีชาให้ออกจากพื้นที่เมื่อปลายปี 2560 นั้น

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายปรีชาร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้บ่อเลี้ยงปลาแห่งนี้กลายเป็นบ่อตกปลา ซึ่งคาดว่าเป็นปลาที่ตนเองลงทุนเลี้ยงไว้ ตนเองต้องการเคลื่อนย้ายปลาที่เลี้ยงไว้ออกมา บริษัทดังกล่าวตั้งเงื่อนไขให้ตนเองจ่ายเงินหลักแสนเพื่อตักย้ายปลาภายในสองสัปดาห์ แต่เมื่อจ่ายเงินและนำคนไปย้ายปลา ปรากฏว่าบริษัทดังกล่าวได้นำคนของบริษัทมาขนถ่ายปลาและไม่ให้คนของตนเข้าไปในพื้นที่

เมื่อถามถึงที่มาของที่ดินแห่งนี้ นายปรีชาระบุว่า เดิมทีที่ดินนี้เป็นพื้นที่ของบริษัทขุดหน้าดิน ซึ่งได้ขุดบ่อลึกเกินกว่ากำหนดจนสร้างผลกระทบต่อระบบน้ำและได้ถูก อบต.สั่งห้ามไม่ให้ขุดต่อ บริษัทดังกล่าวจึงประกาศหาผู้เช่า ซึ่งก็คือตน ที่ติดต่อทำสัญญาเช่ากับนางนา จากนั้นจึงลงทุนไปจำนวนมากเพื่อฟื้นฟูสภาพน้ำจนเพาะเลี้ยงปลาและประกอบกิจการเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2555 จนหมดสัญญาเมื่อปี 2558 จึงได้ต่อสัญญามาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาบริษัทขุดหน้าดินได้อ้างความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ ได้ปิดประกาศห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาในพื้นที่นี้ พร้อมสั่งให้ตนออกจากพื้นที่โดยมีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาข่มขู่และทำลายสิ่งของ ขณะเดียวกันยังมีผู้เสียหายอีกรายหนึ่งที่เซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ในลักษณะทับซ้อนหลายรายเช่นเดียวกับตน จึงได้พากันไปร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.หนองเสือ และศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด โดยสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่รวมถึงสื่อมวลชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือกับบริษัทนี้

ทั้งนี้ ผู้ถือครองบ่อปลารายปัจุจบันยังได้อยู่อาศัยในบ้านบนที่ดินเลขที่ 50/6 ที่นายปรีชาได้ปลูกไว้ จึงได้แจ้งดำเนินคดีบริษัทคู่กรณีมาตั้งแต่ปลายปี 2560 และ 2561 ในข้อกล่าวหาว่าทำให้เสียทรัพย์สินและนำขยะมาทิ้ง แต่ขณะเดียวกันฟากนายปรีชาก็ได้ถูกฟ้องกลับในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ซึ่งบริษัทอ้างว่าคนของนายปรีชาได้เข้าไปขโมยปลาจากบ่อเลี้ยง โดยนายปรีชายืนยันว่าได้ขอเลขที่บ้าน ไฟฟ้า และน้ำประปาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยกำนันได้ลงชื่ออนุมัติแต่ทางปลัดอำเภอกลับเข้าใจว่านายปรีชาจ่ายเงินให้กับกำนันเพื่อให้ดำเนินการดังกล่าว จึงเป็นอีกประเด็นที่ต้องร้องขอความเป็นธรรมด้วย