เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน ที่ห้องประชุมหลวงยกบัตรชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดราชบุรี พล.ต.อ.เดชณรงณ์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อข้าวในสต็อกของรัฐ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) และนายวิสาห์ พูลศิริรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี ได้ให้ผู้บริหารของบริษัท วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป จำกัด และบริษัท เอส.พี.เอ็ม. จำกัด จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเพื่อเข้าอุตสาหกรรมที่มิใช่การบริโภคของคน ( ข้าวกลุ่ม 2 ) ครั้งที่ 1/60 ไปผลิตในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ มาชี้แจงหลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 2 แห่ง พบความผิดปกติในการรายงานเอกสารไปยังกรมสรรพากร โดยเฉพาะบัญชีข้าวในสต็อกของรัฐ ที่ประมูลมาไม่ตรงกับข้าวที่นำมาใช้ผลิตอาหารสัตว์ ทำให้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมทั้งการยื่นชำระภาษี ซึ่งจะต้องให้ 2 บริษัทนำเอกสารมาชี้แจง โดยให้เวลา 7 วัน และถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดที่ทำให้รัฐเสียหาย ก็ต้องดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
พล.ต.อ.เดชณรงณ์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อข้าวในสต็อกของรัฐ กล่าวว่า วันนี้ให้ทาง 2 บริษัท ได้มาชี้แจงเรื่องการใช้ข้าวที่ประมูลมาไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ และพบว่ามีพิรุธทั้งสองบริษัท แต่มีข้อแตกต่างกันนิดหนึ่ง โดยบริษัท เอส พี เอ็ม มีตัวเลขที่ใช้ผสมอาหารไม่นิ่ง มีตัวเลขแต่ละครั้งไม่เท่ากัน และพอให้ยื่นรายการเรื่องรายได้ต่อเนื่องมาโดยตลอด พัฒนามาเรื่อย ซึ่งมีตัวเลขเพิ่มขึ้นมาตลอด สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่ามีพิรุธ ซึ่งในวันนี้จึงได้ให้ทางอคส. ทางจังหวัด และทางสรรพากร จะตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายต่าง ๆ หรือไม่ หากไม่มีความผิดอาจจะต้องดูเรื่องของภาษีเพิ่มเติมเข้าไป อาจจะเป็นจำนวน หลายร้อยล้านบาท และในส่วนนี้ถือว่าเป็นการกวดขันของจังหวัดถ้าตรวจแล้วเจอ ซึ่งเงื่อนไขของการชำระภาษีของประเทศไทยนั้นให้ทุกวันที่ 31 มีนาคม แต่สามารถขยายได้ซึ่งเมื่อวาน (7 มิ.ย.61) เป็นวันสุดท้าย พอเป็นวันสุดท้าย ทางสรรพากรจะได้รับหนังสือจากทางเราให้ตรวจสอบในเรื่องของประมวลภาษีก็จะดำเนินการตรวจสอบโดยเรียกเอกสารต่าง ๆ มาถ้าผิดก็ดำเนินการ หรือมีการกระทำความผิดอาญาต่าง ๆ ก็จะต้องดำเนินการตามนั้น

ในส่วนของลักษณะความผิดของทั้ง2 บริษัทนั้นยังเห็นได้ไม่ชัดแต่ที่แน่ ๆ คือเกี่ยวกับเรื่องสรรพากรน้อยสุด มากสุดจะมีความผิดเกี่ยวกับเรื่องของการใช้เอกสารหรือปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ค่อยว่ากันทีหลังเราจะให้ทางจังหวัดตรวจอีกครั้งหนึ่ง ส่วนสูตรอาหารนั้นก็ไม่นิ่งเช่น พอถามครั้งแรกก็บอกใช้สูตรนี้ ถามอีกครั้งหนึ่งก็ใช้อีกสูตรหนึ่ง ซึ่งมองว่าการใช้ข้าวแต่ละครั้งมองดูเหมือนกับมีข้อพิรุธ ซึ่งทางคณะทำงานได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้ดูแลข้าวจำนวนนี้ไม่ให้เข้าไปปลอมแปลงออกไปเป็นข้าวอาหารคนเพราะจะทำให้ราคาข้าวเบี่ยงเบน ซึ่งทั้ง 2 บริษัทไม่สามารถตอบได้และต้องตรวจหารายละเอียดถ้าพบว่ามีการนำข้าวไปปลอมแปลงจริงก็ต้องมีการสืบสวนว่าไปที่ไหนอย่างไร ซึ่งเราก็ให้ความเป็นธรรมแต่ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็ต้องถูกระบบของกฎหมายดำเนินการ

