พระมหากรุณาธิคุณ ‘ปกเกล้าฯ’ พระราชทาน ‘สายน้ำแห่งชีวิต’ 6 แห่ง ชุบชีวิต ‘ราษฎร’ ตำบลยางหัก ราชบุรี

16.07.18 | 15:05 น.

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงมีต่อราษฎรในพื้นที่ตำบลยางหัก อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง

พระองค์เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณโครงการอุทยานเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน บ้านไทยประจัน หมู่ 5 เมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2534

การนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกและการอุปโภค-บริโภคตามที่ราษฎรได้กราบบังคมทูลฯขอพระราชทานความช่วยเหลือ

นับเป็นโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำโครงการแรก ตั้งแต่ครั้งยังมิได้เสด็จขึ้นทรงราชย์

Advertisement

กรมชลประทานได้พิจารณาวางโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยประจันต์ตอนบนสนองพระราชดำริ ในเขตพื้นที่ตำบลยางหัก จำนวนทั้งสิ้น 6 อ่างเก็บน้ำ โดยดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้ว 5 อ่างเก็บน้ำ ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด จำนวน 2 อ่างเก็บน้ำ, อ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง, อ่างเก็บน้ำไทยประจัน และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ตลอดจนมีอีก 1 อ่างเก็บน้ำที่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการคือ อ่างเก็บน้ำบ้านโปร่งพรหม

ศาลาที่ประทับ

พระราชทาน ‘ความหวัง’

นายถวัลย์ ติ่งทอง อดีตกำนันตำบลยางหัก ผู้กราบบังคมทูลฯขอพระราชทานความช่วยเหลือ เล่าว่า แต่เดิมชาวบ้านตำบลยางหักประกอบอาชีพเข้าป่าเพื่อตัดไม้มาทำฟืนและถ่านเพื่อขายในหน้าแล้ง และต้องรอให้ถึงหน้าฝนก่อนจึงค่อยทำนาและปลูกพืช แต่ก็ปลูกได้ไม่กี่ชนิด เพราะแหล่งน้ำที่มีไม่เพียงพอ และด้วยการเข้าป่าตัดไม้นั้นเอง ทำให้ชาวบ้านเกิดข้อขัดแย้งกับทางราชการ เพราะทางรัฐบาลออกกฎมาว่าห้ามชาวบ้านเข้าป่าตัดไม้ โดยให้ทหารเข้ามาพูดคุยและเกลี้ยกล่อม ขณะนั้นชาวบ้านก็รู้สึกกลัว แต่ไม่มีทางเลือก ไม่ทำก็ไม่มีรายได้ ทั้งอ่างเก็บน้ำที่มีในหมู่บ้านก็ใช้งานไม่ได้ จึงรวมตัวกันไปพบผู้นำหมู่บ้านเพื่อประชุมหาทางออก

จนกระทั่งทราบข่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในเขตพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่

ถวัลย์ ติ่งทอง

นายถวัลย์เล่าว่า เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านรู้สึกได้ว่า ทุกคนมี “ความหวัง” แล้ว จึงปรึกษากันว่าจะขออนุญาตถวายฎีกา เพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยเข้าไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวัง โดยแจ้งไปว่า “ชาวบ้านจำเป็นต้องเข้าป่าเพื่อหาเลี้ยงชีพ หากให้หยุดเข้าป่า รายได้ก็ไม่เพียงพอ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต ก็ควรจะต้องมีแหล่งน้ำเพราะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านขาดแคลน”

และในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2534 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎร ทางที่ว่าการอำเภอ และทางกองทัพ ได้พานายถวัลย์ เข้าเฝ้าฯ

“ภายหลังจากที่ได้เข้าเฝ้าฯ ไม่กี่เดือน เจ้าหน้าที่จากกรมชลประทานได้นำแผนที่มาให้ผม และบอกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริมาแล้วว่าจะให้สร้างอ่างเก็บน้ำตรงจุดไหนบ้าง พร้อมให้มาสอบถามชาวบ้านว่าจะได้รับผลกระทบไหม หากสร้างอ่างเก็บน้ำในบริเวณดังกล่าว ขณะนั้นชาวบ้านทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จากวันนั้นถึงวันนี้ อ่างเก็บน้ำก็ใช้ได้อย่างดี ผมเองก็เกษียณจากการเป็นกำนันแล้วปล่อยให้คนรุ่นหลังได้บริหารกันต่อไป” นายถวัลย์เล่า

จากพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำ ได้มาชุบชีวิตให้ชาวบ้านตำบลยางหักให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ตำบลยางหักเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เหมือนพลิกฝ่ามือ จากเมื่อก่อนที่มีรถเมล์วิ่งอยู่ไม่กี่คัน วันนี้รถเมล์ไม่มีเลย เพราะไม่มีคนขึ้น ชาวบ้านมีรถกันหมด จากข้าวโพดที่ปลูกได้เพียงปีละครั้ง ก็เลิกปลูกแล้ว เพราะหันมาปลูกพืชผักแทน เพื่อส่งตลาดศรีเมือง มีรายได้ทุกวัน ตลอดจนเด็กๆ ในหมู่บ้านที่เคยเรียนจบสูงสุดแค่เพียง ป.6 มาวันนี้สามารถส่งเรียนจนจบมหาวิทยาลัยดีๆ ได้แล้ว เรียกได้ว่าชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปาก ก็หลังจาก พ.ศ.2538 ที่อ่างเก็บน้ำสร้างแล้วเสร็จ” นายถวัลย์เล่าด้วยความปลื้มปีติ

จากลำบากสู่ความร่มเย็น

ขณะที่ นายจันทร์ ทองหวี ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีในหมู่บ้านว่าอ่างเก็บน้ำที่ทุกคนใช้งานในทุกวันนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและตั้งใจที่จะดูแลรักษาอย่างดี เพราะระบบน้ำที่ใช้ส่งน้ำก็มีท่อส่งถึงทุกครัวเรือน ซึ่งส่วนมากจะใช้ในการทำการเกษตร ปลูกพืชทั่วไป เช่น กล้วย พริก ตะไคร้ รวมถึง เงาะ และทุเรียนด้วย

จันทร์ ทองหวี

“ก่อนหน้านี้ที่หมู่บ้านไม่มีอ่างเก็บน้ำ สภาพความเป็นอยู่ลำบากมาก ในหนึ่งปีจะปลูกได้เพียง 2 อย่างเท่านั้น คือฝ้ายและข้าวโพด เพราะใช้น้ำน้อย หากปีนั้นฝนแล้ง ทั้งข้าวโพดและฝ้ายก็ตายหมด ไม่มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยว ทั้งยังทำการเกษตรอื่นๆ ไม่ได้เลยเพราะไม่มีแหล่งน้ำ ส่วนการอุปโภคบริโภคน้ำ ตอนนั้นก็ไม่เพียงพอ ต้องขุดบ่อเอง หรือใช้น้ำในห้วย แต่พอหน้าฝนเกิดอุทกภัย หรือน้ำหลาก ตะกอนก็จะกลบบ่อที่ขุดไว้หมด แต่พอมีอ่างเก็บน้ำในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็มีอาชีพที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น คนที่ขยันหน่อยก็ลืมตาอ้าปากได้เลย” นายจันทร์เล่า และว่า

ในทุกเดือนชาวบ้านจะจัดการประชุมกลุ่มผู้ใช้น้ำ ให้ได้เข้ามาพูดคุยและแจ้งปัญหา เพื่อร่วมหาทางแก้ไข ซึ่งโดยส่วนมากไม่พบปัญหาอะไร แต่ในช่วงที่น้ำในอ่างเหลือน้อยก็ต้องกำหนดเวลาใช้น้ำ ผันน้ำเวียนกันใช้ และในปัจจุบันก็มีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยมากขึ้น ระบบการใช้น้ำก็ต้องมีการปรับปรุงให้เหมาะสมเช่นกัน

อ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน

‘มีความสุข’ ใต้ร่มพระบารมี

ด้าน นางพล ฤทธิ์ล้ำ ราษฎร หมู่ 5 ตำบลยางหัก ผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำบ้านไทยประจัน เล่าว่า เดิมเธอและสามีประกอบอาชีพทำไร่ ปลูกพริก ปลูกมะเขือ แต่ผลผลิตก็ได้ไม่เยอะ ปลูกแล้วก็ตายเพราะน้ำไม่พอ ต้องรอให้ฝนตก ทำให้รายได้ที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการ เพราะต้องส่งลูกเรียนหนังสือด้วย

พล ฤทธิ์ล้ำ

“สมัยนั้นชีวิตลำบากมาก ต้องไปรับจ้างที่มหาชัย รายได้ก็พอบ้างไม่พอบ้าง อยู่แบบกระท่อนกระแท่น เหนื่อยทุกวันเพราะทำงานไม่เคยพัก จึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างสูง เพราะหลังจากที่หมู่บ้านมีอ่างเก็บน้ำ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นมาก ลูกสาวเองก็ได้รับทุนการศึกษาให้เรียนจนจบชั้น ม.6 ซึ่งเป็นทุนในโครงการของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ประกอบกับพอมีน้ำใช้ก็เลิกรับจ้างแล้วหันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว ลงทุนทำสวนปลูกเงาะ มะม่วง และทุเรียน แรกๆ ก็ยังมีรายได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะเพิ่งเริ่มปลูก แต่พอผลผลิตออกเยอะก็ได้ลืมตาอ้าปาก ปลูกเพื่อขายส่งให้แม่ค้าในตลาดศรีเมือง มีรายได้เพียงพอที่จะส่งลูกเรียนจนจบปริญญาทั้ง 2 คน ทั้งยังมีรายได้เหลือเพียงพอที่จะปลูกบ้านหลังใหม่ มีความสุขทุกวัน” นางพลเล่า

ไม่เพียงแค่คุณภาพชีวิตของครอบครัวฤทธิ์ล้ำเท่านั้นที่ดีขึ้น แต่ “ดีขึ้นทั้งหมู่บ้าน” นางพลกล่าวเสริมว่า “หมู่บ้านเจริญขึ้น ถนนหนทางก็เริ่มมี จากที่เมื่อก่อนต้องเดินเท้าเพื่อเข้า-ออกหมู่บ้าน เป็นระยะทางอย่างน้อย 10 กิโลเมตร”

ทั้งนี้ นางพลยังเป็นอีกหนึ่งคนที่มีโอกาสได้รับเสด็จฯ

“รู้สึกภาคภูมิใจที่ครอบครัวมีความสุข อยู่ใต้พระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตอนที่ทราบข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯมา ทั้งบ้านดีใจและตื่นเต้นมาก จนนอนไม่หลับกันทั้งบ้าน พอรุ่งเช้าก็ตื่นแต่เช้าไปนั่งรอแถวหน้า รู้สึกเป็นบุญอันล้นพ้นที่ได้รับเสด็จฯพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด วันนั้นเลยยิ้มตลอดทั้งวัน โดยป้ายังได้รับสิ่งของพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถด้วย เป็นต้นส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ 1 ต้น จึงนำมาปลูกและดูแลรักษาอย่างดี ซึ่งส้มโอพระราชทานต้นนั้นยังคงให้ผลผลิตจนถึงทุกวันนี้” นางพลเล่าด้วยรอยยิ้ม และย้ำอีกว่า “เป็นส้มโอที่อร่อยมาก”

ประยูร เจิมจันทร์

เช่นเดียวกับ นางประยูร เจิมจันทร์ ราษฎร หมู่ 4 ผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด เล่าว่า ก่อนที่หมู่บ้านจะมีอ่างเก็บน้ำ จนประกอบอาชีพรับจ้างตลอด ปลูกพืชก็รายได้ไม่ดี ทำให้ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ซึ่งพอมีน้ำก็เริ่มทำสวน โดยปลูกทีละอย่าง จนตอนนี้ในสวนน่าจะมีพืชผักมากกว่า 60 ชนิดแล้ว

“ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นทุกอย่างเลย มีเงินเก็บ เหลือกินเหลือใช้ อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องอด เพราะปลูกกินเอง เหลือก็ขาย ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะเลยด้วยพระบารมีของพระองค์ ตอนนี้ซื้ออะไรมาปลูกก็ได้หมด ปลูกอะไรก็รอด เรื่องการสัญจร ก็เริ่มมีรถราเข้ามาเยอะขึ้น แต่ที่ภูมิใจมากๆ คือส่งลูกเรียนจบสูงๆ ได้ทุกคน และทั้งหมดนี้เป็นผลจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

สายน้ำแห่งชีวิต จาก ‘ราชบุรี’ ถึง ‘เพชรบุรี’

ประทีป นทีทวีวัฒน์

นายประทีป นทีทวีวัฒน์ นายอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า นอกจากราษฎรตำบลยางหักที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอ่างเก็บน้ำให้ใช้ในการอุปโภคบริโภคแล้ว จะเห็นได้ว่ามีการผันน้ำจากลุ่มน้ำห้วยแม่ประจันต์ไปเติมอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจันต์ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อใช้ผันน้ำไปยังกลุ่มผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำเพชรบุรี เพราะฉะนั้นอ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่ง จึงเป็นต้นน้ำให้กับผู้ใช้น้ำรายอื่นๆ ในจังหวัดเพชรบุรีได้ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ด้วย

ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนราษฎรทั้ง 8 หมู่บ้านในตำบลยางหัก ได้วางแผนโครงการปรับปรุงศาลาที่ประทับ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯมาประทับเพื่อสร้างเป็น “ศูนย์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” โดยด้านในจะนำเสนอนิทรรศการเรื่องอ่างเก็บน้ำทั้ง 6 แห่ง เพื่อให้ความรู้แก่คนในพื้นที่และผู้มาเยี่ยมชม

นายอำเภอยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ชาวบ้านในตอนนี้ไม่ได้ลำบากเหมือนสมัยก่อนแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้สืบสานพระราชปณิธานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ตามที่ทรงมีพระราชดำริไว้ว่า

“เพราะน้ำคือชีวิต ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีชีวิต”

 

อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูด