12 ปี โครงการกำลังใจ ในพระราชดำริ ‘พระองค์ภาฯ’ ช่วยเหลือผู้ต้องขังทั่วประเทศ

29.12.18 | 17:05 น.

ที่ผ่านมาตลอด 12 ปีของการช่วยเหลือผู้ต้องขังของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทรงงานผ่านโครงการกำลังใจฯ โดยทรงเน้นดำเนินงานการแก้ไขเยียวยาพฤตินิสัยและพัฒนาจิตด้านในตลอดจนปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังหญิง และผู้ต้องขังชายในเรือนจำ ที่เข้าโครงการกำลังใจฯ โดยได้ขยายการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจฯ ไปในมิติต่างๆ และเรือนจำ/ทัณฑสถานหญิงทั่วประเทศ 18 แห่ง เรือนจำชั่วคราว 5 แห่ง และเรือนจำเกษตรอุตสาหกรรม 1 แห่ง

จากความสำเร็จของการดำเนินงานโครงการกำลังใจฯ ในพื้นที่ต่างๆ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงนำแนวทางการทำงานผ่านบทเรียนจากโครงการกำลังใจฯ ไปนำเสนอในเวทีสหประชาชาติเมื่อเดือนเมษายน 2551 และต่อมาในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติให้การรับรอง “ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพฯ”

แต่สิ่งหนึ่งที่เด่นชัดในการทำงานที่ผ่านมาของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา คือมิติด้านจิตใจโดยใช้ “หลักธรรม”  โครงการพัชรธรรม เป็นตัวอย่างหนึ่ง ณ เรือนจำจันทบุรี ที่มีผู้ต้องขังเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งชาย-หญิงร่วมเกือบ 200 ชีวิต ที่ดำเนินโดยพระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จังหวัดลำพูน เป็นโครงการหนึ่งที่นำหลักธรรมเข้ามาพัฒนาจิตใจผู้ต้องขัง ที่เมื่อเริ่มโครงการ พบว่าผู้ต้องขังบางคนมีทัศนคติเชิงลบต่อตนเองและผู้เกี่ยวข้องในครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง รวมทั้งคนรอบข้าง

หลวงพ่ออารยะวังโส ได้แสดงธรรมว่า การสั่งสอนให้ผู้ต้องขังเข้าใจในคุณประโยชน์ของศีลธรรมเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งที่จะต้องเข้าใจ และการมีวาสนาบารมีที่ถึงพร้อมจึงได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่ควรเชื่อมั่น เพื่อยอมรับในตนเอง เชื่อมั่นในตนเองว่า สามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้เหมือนกันทุกคนที่ก้าวไปสู่ประโยชน์สุขในชีวิต

 หลวงพ่ออารยะวังโส   

Advertisement

และอีกโครงการหนึ่งที่เกิดขึ้นและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมคือ โครงการจิตตมนต์ปัญญาบำบัด ของพระศากยวงศ์วิสุทธิ์ หรือพระ ดร.อนิลมาน ธมมสากิโย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เล่าถึงโครงการนี้ว่า ปัญญาบำบัดเป็นการทดลองหรือนำร่องที่จะให้ผู้ต้องขังใช้ความรู้เดิมที่เขามีอยู่แล้ว  อาจจะแค่เพิ่มเติมเหมือนกับว่ามันเป็นเหลี่ยมของเพชร พอเราไปเพิ่มเหลี่ยมให้ เขาก็สามารถที่จะรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวของเขาเอง โดยวิธีการนี้จึงเป็นการให้ความรู้โดยที่ผู้รับอาจไม่รู้ตัว ผ่านการทำกิจกรรมผ่านกระบวนการกลุ่ม ตั้งโจทย์ เชิงบวก ทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกัน ซึ่งใช้การ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง เมืองนิรมิตแห่งจิตตนคร เป็นสื่อนำในการตั้งประเด็น ให้แต่ละคนนำประเด็นมาคิดในชีวิตของตัวเอง

พระศากยวงศ์วิสุทธิ์

“โซ” ผู้ต้องขังคดียาเสพติด บอกว่า เรียนกับพระอาจารย์แล้วได้แง่คิดจากการ์ตูนเมืองนิรมิตแห่งจิตตนคร เยอะมากดูแล้วมองย้อนตัวเองก็เห็นว่าโลภะ โทสะ โมหะมันเกิดขึ้นจากอะไร เราจะตัดความไม่ดีเหล่านั้นได้จากอะไร เราจะต้องแก้ไขโดยมีเหตุผลอย่างไร ตนเห็นจิตตนครในตัวเองเพราะมันเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน
มีปัญหาเข้ามาก็ต้องฝึกตัวเองให้ชีวิตมีศีลหมายถึงมีความเป็นปกติในทุกวัน อะไรที่ทำแล้วไม่ดีตนไม่ทำ จะทำ
ในสิ่งที่ดี

“ป้าย” ผู้ต้องขังคดีทรัพย์ กล่าวว่า เมื่อเรียนกับพระอาจารย์แล้วทำให้เราเห็นว่าเรื่องที่ใช้ชีวิตผ่านมาแบบนี้เขาเรียกว่า ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ ตามใจตัวเองไม่มีที่สิ้นสุด วันนี้คิดว่าถ้าบอกใครได้ก็อยากจะบอกว่าเราจะไม่เปลี่ยนตัวเองแต่จะพยายามเป็นคนที่ดีขึ้นจากที่เรียนรู้มา

พ.ท.รัฐกฤษณ์ ใจจริง ผู้บัญชาการเรือนจำกลางราชบุรี กล่าวถึงโครงการนี้ว่า พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ น่าจะนับได้ว่าเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่ให้ความเมตตาไปเยี่ยมเยียนคนคุกบ่อยที่สุด ท่านเข้าไปทำกิจกรรมทางปัญญากับผู้ต้องขังในเรือนจำหลายแห่ง ต่อเนื่องมาหลายปีรวมถึงเรือนจำกลางระยอง ที่ท่านใช้เวลา 9 เดือน เดินทางจากวัดบวรฯ ไปยังเรือนจำกลางระยองสัปดาห์ละวันเพื่อทำกิจกรรมจิตตมนต์ปัญญาบำบัดกับผู้ต้องขังชายและหญิงกลุ่มละ 20 คน นอกจากเกิดการเรียนรู้กระทั่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในหมู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแล้วยังมีการขยายผลต่อเนื่องไปถึงผู้ต้องขังรวม 4,000 คน

หลักธรรมจาก โครงการพัชรธรรม และ โครงการปัญญาบำบัดผ่านการจิตตมนต์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในหลากหลายกิจกรรมและหลากหลายมิติ ที่พระเจ้าหลานเธอฯ ทรงยื่นมือมาช่วยเหลือคนที่พลั้งพลาดและพร้อมจะกลับตนเป็นคนดีของสังคม

12 ปีของการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจฯ และ 8 ปีของการครบรอบการก่อเกิดข้อกำหนดกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไม่ว่าใครที่หันมองมา จะเห็นถึงความยั่งยืนที่ลงรากลึกไปเรื่อยๆของการช่วยเหลือผู้ต้องขังที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงทำด้วยความตั้งใจ จริงใจ ต่อเนื่อง และยั่งยืน