“กว่าจะทำให้เขาเข้าใจมันยาก และกว่าจะทำให้หน่วยงานภาครัฐเห็นว่าชาวบ้านทำได้ก็ยากลำบาก จนกระทั่งการันตรีทำแล้วสุดท้ายมีคนให้รางวัลนั่นแระคือสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐเห็นว่าแก้ไขปัญหาได้จริงชาวบ้านทำได้จริง”

คุณจุไรรัตน์ เครือพิมาย เลขาชุมชนเกาะกลาง กล่าวว่า การทำงานชุมชนเป็นจิตอาสาหนึ่งไม่มีเงินเดือน ความท้อมีไหม มี บางที ท้อจนไม่อยากจะทำแต่พอหลับแล้วตื่นขึ้นมาก็มองว่าถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะพาเขาเดินก้าวต่อไปเพื่อให้ไปฝั่งที่เราฝันเอาไว้
จากจุดเริ่มต้นและการทำงานพบกับปัญหามากมาย แต่คนในชุมชนมองปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเป็นปัญหาที่ถูกแก้ไขไม่ตอบโจทย์ จากที่หน่วยงานภาครัฐไม่ได้เข้ามาสนับสนุน หรือทำอะไรก็ต้องนั่งรอ ต่อไปนี้เราก็เสนอแผนชุมชน เพื่อเชื่อมกับหน่วยงานภาครัฐ

ชุมชนเกาะกลางแห่งนี่มีภาคีเครือข่ายที่เข้ามาทำร่วมกันทำงานจากหลากหลายหน่วยงาน เนื่้องจากชุมชนเริ่มรู้จุดมุ่งหมายของชุมชน รู้จักปัญหา การเอาตัวของปัญหาไปบอกเล่ากับว่าสิ่งนี้ชาวบ้านทำแล้ว หากถึงทางตันที่ไม่สามารถแก้ไขไม่ได้ หน่วยงานภาครัฐก็จะเข้ามาดูแลหน่อย ทำให้ง่ายขึ้นที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแลให้ถูกกับวัตถุประสงค์ที่คนในชุมชนต้องการแก้ไข
กิจกรรม อาชีพ รายได้ ที่เข้ามาช่วยพัฒนาและยกระดับชุมชน
เมื่อชุมชนเริ่มการพัฒนา ก็เริ่มมองเห็นเรื่องของหนี้สิน ต้องการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ แต่ไม่ได้หวังว่ามีรายได้มากมาย หวังแค่ว่าให้ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้ได้ แรกๆมี กศน.เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของการฝึกอาชีพ เริ่มจากลุ่มตระกร้าสาน กลุ่มเห็ด แต่ทั้งนี้ถามว่าคนเมืองจะตอบโจทย์ค่อนข้างยาก จนกระทั่งวันหนึ่งมีหน่วยงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้ามาว่า การรวมกลุ่มถ้าไม่ได้เป็นวิสาหกิจชุมชนจะก้าวข้ามไปหาตัวคนมาสนับสนุนค่อนข้างยาก เราก็เลยไปจดไปทำรวมสมาชิกไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน

“เขารวมกลุ่มก็มีรายได้ ปันผลให้เขา เขาก็ดีใจสิ่งที่ทำก็มีเงินกลับคืนให้เขา แต่ถามว่าไม่ได้มาก แต่ก็มีกลับไป ส่วนหนึ่งที่ให้กับสมาชิกในเรื่องของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ยังมีอีกส่วนเอากลับมาพัฒนชุมชน เราแบ่งเป็น 3 ส่วน เอาไว้เป็นทุน ให้สมาชิก และเอากลับมาดูแลในพื้นที่”คุณจุไรรัตน์ กล่าว
ด้านนางเต็ม ใจแสน สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกาะกลาง เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่มีการส่งเสริมให้มีการสร้างรายได้ ตนก็เข้ามาร่วม โดยกิจกรรมที่ทำคือการสานตระกร้า มาร่วมกลุ่มของชุมชน ทำไม้กวาดสานตะกร้า ทั้งนี้บางครั้งชุมชนใหม่ๆที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชนก็ให้ไปฝึกสอน
ชุมชนในปี 52 กับ ชุมชนในวันนี้
จากปี 2552 สิ่งที่เปลี่ยนและเห็นได้ชัดเจน คือ พื้นที่ จากพื้นที่ชุมชนไม่มีอะไรเลย ก็มีพื้นที่สีเขียวขึ้นมา มีระบบอาหารที่ปลอดภัย มีกิจกรรมหรือโครงการต่างๆที่ทำให้คุณภาพของคนในชุมชนดีขึ้น มีสวัสดิการ มีการดูแล มีหน่วยงานเข้ามาเชื่อมต่อ แล้วสิ่งหนึ่งคนเข้ามาศึกษาดูงาน จากที่ไม่มีใครรู้พื้นที่ตรงนี้ก็กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีชีวิต ก็มีคนเข้ามาเรียนรู้มาถามสิ่งที่เราทำแล้วก็ไปเผยแพร่ต่อ
“สิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิด คือ อยากให้ชาวบ้านลุคขึ้นมาแต่ละบ้านมีอะไรดีเอามาเล่าให้กับนั่งท่องเที่ยวได้รู้ สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่ได้คือเรื่องของการให้ชุมชนเป็นวิถีชุมชนของการท่องเที่ยว สิ่งที่เราหวังไว้ ไม่ต้องวิ่งไปหาเงินจากภายนอก เรานั่งอยู่ที่บ้านเรา แล้วมีคนเอาสตางค์มาให้ สิ่งหนึ่งที่อยากให้เกิดกับที่นี่”คุณจุไรรัตน์ กล่าว

“ปัจจัยความสำเร็จ”ที่ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน
คุณจุไรรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งถึงวันนี้ เราเห็นพอหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงาน สิ่งหนึ่งที่ตระหนักคือ พระองค์ท่านทำไม่เคยบ่น แล้วก็ทำเพื่อประชาชนเราทั้งประเทศ แต่สิ่งหนึ่งที่เราอยู่ในผืนดินประเทศไทย สิ่งที่เราจะตอบแทนคุณแผ่นดินเราได้ เราควรจะตอบแทนคุณด้วยการลงมือปฏิบัติเท่าที่เราจะทำได้ ให้มันดีขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเรากับบอกเล่าเรื่องราวให้กับคนพื้นที่รับรู้ว่าเราเดินตามรอยพ่อหลวงเรา เราจะอยู่ได้ และอยู่ได้อย่างยั่งยืนกับการแก้ไขปัญหา

