บรมราชาภิเษก พระมหาจักรีบรมราชวงศ์

4.05.19 | 11:08 น.

บรมราชาภิเษก พระมหาจักรีบรมราชวงศ์

นับเป็นความปีติยินดีอย่างยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามราชประเพณี ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เพื่อเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติ และราชอาณาจักร

ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของแผ่นดินไทยที่ต้องจารึกไว้อีกครั้งหนึ่ง

หนังสือ “เสวยราชสมบัติกษัตรา” โดยสำนักพิมพ์มติชน ได้บันทึกเรื่องราว “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” แห่งพระมหากษัตริย์ พระมหาจักรีบรมราชวงศ์ไว้ดังนี้

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 มีการประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาแล้ว 11 ครั้ง

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 2 ครั้ง

Advertisement

ครั้งแรก พุทธศักราช 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป

ครั้งที่ 2 พุทธศักราช 2328 เมื่อพระราชมณเฑียร สร้างขึ้นใหม่เสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกครั้งให้สมบูรณ์ตามตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องราชูปโภค เครื่องประกอบพระราชพิธีต่างๆ สำหรับประกอบพระราชพิธี

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 17 กันยายน พุทธศักราช 2352

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2367

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2394

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมหาสังวาล ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงฉลองพระบาทเชิงงอน(ภาพจาก ปรามินทร์ เครือทอง, พระจอมเกล้า “KINGMONGKUT” พระเจ้ากรุงสยาม, กรุงเทพฯ : มติชน2557)

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง

ครั้งแรก วันที่ 12 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2411 เมื่อทรงครองราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา ในระยะเวลา 5 ปีแรกของรัชกาล สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

ครั้งที่ 2 เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 20 พรรษา ทรงบรรลุพระราชนิติภาวะแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2416

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ครั้ง

ครั้งแรก วันที่ 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2453 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร เนื่องจากยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์งานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้งดการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร และการรื่นเริง

ครั้งที่ 2 วันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2454 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง และให้นานาประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางพระราชไมตรีมาร่วมในงานพระราชพิธี

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468

รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรเสด็จสวรรคตก่อนการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ครั้งประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2 เมื่อพ.ศ.2416(ภาพจาก ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2550)

ขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น ม.ร.ว.แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้แบ่งขั้นตอนของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.ขั้นเตรียมพระราชพิธี พิธีตักน้ำและตั้งพิธีเสกน้ำเพื่อถวายเป็นน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก กับพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระบรมราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล

2.พระราชพิธีเบื้องต้น เจริญพระพุทธมนต์ ตั้งน้ำวงด้าย จุดเทียนชัย และเจริญพระพุทธมนต์ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

3.พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันพระฤกษ์

เมื่อถึงวันตามกำหนดพระฤกษ์อันเหมาะสม จึงประกอบการ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” เพื่อขึ้นครองราชสมบัติเป็น “พระมหากษัตริย์ตามโบราณราชประเพณี” ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระชฎากลีบหรือพระชฎาห้ายอด ภายหลังเรียกว่า พระชฎามหากฐิน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2454 (ภาพจาก ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2550)

สรงพระมุรธาภิเษก

เมื่อถึงวันพระฤกษ์ เวลาเช้าเริ่มด้วยการถวายน้ำสรงพระมุรธาภิเษก โดยผู้ที่จะสถาปนาเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มา ณ มณฑปพระกระยาสนานเพื่อสรงพระมุรธาภิเษก ผู้ที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์จะต้องจุดเครื่องบูชาสังเวยเทวดากลางหาว ซึ่ง

เจ้าพนักงานได้ตระเตรียมไว้ ก่อนเสด็จประทับในมณฑปพระกระยาสนาน ซึ่งมีขั้นตอนตามที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ความว่า

“เมื่อวันที่สรงมุรธาภิเษกเป็นวันใด ก็จัดที่สรงผันพระพักตร์ต่อทิศศรีของวันนั้น ผันพระขนองตรงทิศกาลกิณี ในพื้นที่อ่างซึ่งเป็นที่ห้อยพระบาทริมตั่งนั้น ทอดใบไม้นามกาลกิณี เป็นที่ทรงเหยียบในเวลาสรงที่ตรงพระพักตร์ตั้งถาดสรงพระพักตร์ มีครอบเครื่องพระมุรธาภิเษก เมื่อเพลาทรงเครื่องมุรธาภิเษกไขน้ำสหัสธาราแล้ว ภูษามาลาจึงได้ถวายพระเต้าต่างๆ”

เมื่อจะสรงพระมุรธาภิเษกมีขั้นตอนประการหนึ่งที่สำคัญคือ การทอดใบไม้นามกาลกิณีให้ทรงเหยียบขณะสรงพระมุรธาภิเษก โดยแต่ละรัชกาลจะมีไม้กาลกิณีต่างกัน เช่น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ปูลาดพื้นด้วยไม้กระถิน ส่วนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ใช้ไม้ตะขบ และในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เจ้าพนักงานวางใบอ้อให้ทรงเหยียบขณะสรงพระมุรธาภิเษก

ซึ่งการเหยียบใบไม้ในลักษณะดังกล่าวนั้น อาจเป็นไปเพื่อเป็นการข่มสิ่งที่จะไม่เป็นมงคลมิให้บังเกิดกับบุคคลซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ โดยในระหว่างพิธีนั้นจะต้องประทับหันหลังให้กับทิศที่เป็นกาลกิณี ส่วนเบื้องพระพักตร์จะหันสู่ทิศที่เป็นมงคล

ระหว่างขั้นตอนการสรงน้ำจาก “สหัสธารา” เจ้าพนักงานประโคมเครื่องดนตรีมโหรี แตร สังข์ ขึ้นพร้อมกัน กรมกองแก้วจินดายิงปืนใหญ่มหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบ จนเสร็จสิ้นพระราชพิธีส่วนนี้

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงฉลองพระบาทเชิงงอน(ภาพจาก ประมวลภาพประวัติศาสตร์ไทย
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมัยรัตนโกสินทร์.กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2550)

ต่อจากนั้นจะเป็นการถวายน้ำมนต์จากบุคคลต่างๆ เริ่มจากพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น สมเด็จพระสังฆราช แล้วจึงเป็นเจ้านายอาวุโส ขุนนางคนสำคัญ พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่อาวุโส โดยจะหลั่งน้ำมนต์จากพระเต้าต่างๆ ที่มีการตระเตรียมไว้

เมื่อเสร็จการถวายน้ำจากบุคคลต่างๆ ดังกล่าวแล้ว พระมหาราชครูพิธีจะถวายน้ำมนต์พระเต้าเบญจคัพย์พระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ ต่อด้วยพราหมณ์และราชบัณฑิตซึ่งมียศต่างๆ เช่น พระครูอัษฎาจารย์ หลวงอัฏยา เป็นต้น เข้าถวายน้ำจากพระมหาสังข์ต่างๆ ระหว่างนั้นจะทรงรับน้ำมนต์ด้วยพระหัตถ์ ขณะนั้นพราหมณ์เป่าสังข์ทักษิณาวัฏ และสังข์อุตราวัฏ พร้อมด้วยไกวบัณเฑาะว์ตลอดเวลาประโคม

ครั้นสรงเสร็จแล้ว ขุนนางจะถวายพระภูษาให้ทรงผลัด เสร็จแล้วขึ้นทรงเครื่อง ณ มุขกระสัน หอพระสุลาลัยพิมาน เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนการรับการถวายน้ำอภิเษกบริเวณพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์เป็นลำดับถัดไป

พระราชพิธีถวายน้ำอภิเษก

ลำดับการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ที่สำคัญยิ่งคือ การรับการถวายน้ำอภิเษก ซึ่งจะกระทำบริเวณพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ โดยเริ่มหลังจากที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาประทับที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ภายใต้พระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) โดยจะทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศอันเป็นมงคล จากนั้น พราหมณ์และราชบัณฑิตจะประจำทิศละ 1 คน ในแต่ละทิศซึ่งมีตั่งขนาดเล็กล้อมพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ทั้ง 8 ทิศ บนตั่งนั้นตั้งพระกลศ พระสังข์ บรรจุน้ำอภิเษก สำหรับถวายแด่ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์

โดยพราหมณ์หรือราชบัณฑิตที่ประจำในทิศอันเป็นมงคลทิศแรก เป็นผู้กล่าวคำอันเป็นมงคลเป็นภาษามคธถวายมอบแผ่นดินอันเป็นที่ตั้งแห่งพุทธศาสนา แล้วถวายน้ำอภิเษกด้วยเบญจคัพย์โมรา

จากนั้นจึงทรงผินพระพักตร์โดยทักษิณาวัฏ (เวียนขวา) เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกจากพราหมณ์และราชบัณฑิตประจำทิศต่างๆ จนครบทั้ง 8 ทิศ ซึ่งพราหมณ์จะเป็นผู้ถวายน้ำอภิเษก

อย่างไรก็ดี ขั้นตอนนี้ มีการเปลี่ยนแปลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งมีการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493

ในครั้งนั้นมีการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมบางประการโดยเปลี่ยนผู้ถวายน้ำอภิเษกจากพราหมณ์และราชบัณฑิตเป็นสมาชิกรัฐสภา พร้อมทั้งทรงรับการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมจากเดิมจะมีการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรที่พระที่นั่งภัทรบิฐ

ขั้นตอนการถวายน้ำอภิเษกนับว่าเป็นส่วน “สำคัญ” ของการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะแสดงถึงความหมายของการถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ในการบริหารบ้านเมืองโดยใช้น้ำอภิเษกเป็นสื่อกลางผ่านพราหมณ์และราชบัณฑิตอันถือเป็นตัวแทนของผู้ทรงความรู้ในแผ่นดิน

ต่อมาเมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนไปจึงมีการเปลี่ยนเป็นสมาชิกรัฐสภาอันถือเป็นตัวแทนของเหล่าพสกนิกร ซึ่งเป็นเสมือนการมอบพระราชภาระให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ดูแลอาณาประชาราษฎรอีกทางหนึ่ง กับทั้งการประกอบพระราชพิธีที่ต้องกระทำทั้ง 8 ทิศของพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ยังเป็นเสมือนการที่ทรงรับอำนาจสิทธิขาดจากปวงชนที่ถวายให้กับพระองค์ อีกทั้งยังสามารถแสดงถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองทุกทิศทั่วทั้งพระราชอาณาจักรเช่นกัน

เมื่อเสร็จขั้นตอนการรับน้ำอภิเษกพระมหากษัตริย์จะเสด็จฯ มาประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐเพื่อรับการถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์กับพระแสงศัสตราวุธและเครื่องราชูปโภคต่างๆ

พิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์

หลังจากเสด็จประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐแล้ว พระมหาราชครูจะอ่านพระเวทสรรเสริญเขาไกรลาส เพื่ออัญเชิญพระอิศวรเสด็จลงมาจากเขาไกรลาสมาสถิตองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นพระมหาราชครูกราบบังคมทูลเฉลิมพระปรมาภิไธย กับถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นภาษามคธ แล้วแปลเป็นภาษาไทย

การรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้น เมื่อพราหมณ์ถวายแล้วจะทรงสวมทันทีโดยเฉพาะ “พระมหาพิชัยมงกุฎ” และ “พระสังวาลพราหมณ์”

ส่วนเครื่องราชูปโภคอื่นๆ ทรงรับแล้วส่งต่อให้เจ้าพนักงานอีกทีหนึ่ง ซึ่งในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 5 ระบุขั้นตอนดังกล่าว ความว่า

“พระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสแล้ว ถวายพระสังวาลพราหมณ์ 3 เส้น และพระสุพรรณบัฏ เบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วถวายพระแสงอัษฎาวุธ และเครื่องราชูปโภค ทรงรับพระสังวาลและพระมหามงกุฎมาสอดทรง พระแสงขรรค์วางเบื้องขวา ธารพระกรวางเบื้องซ้าย เครื่องนอกนี้ทรงรับแล้ว ส่งพระราชทานพระราชโกษา รับต่อพระหัตถ์ส่งให้เจ้าพนักงาน แต่ฉลองพระบาทพระมหาราชครูรับมาสอดทรงถวาย แล้วร่ายเวทถวายพระพรชัย”

ภายหลังการถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภค พระมหาราชครูพราหมณ์จะกล่าวถวายสิริราชสมบัติในนามของสมณชีพราหมณ์และเสนาบดีทั้งมวล เสร็จแล้วจึงมีการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ทั้งภาษามคธ และภาษาไทย แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสรับด้วยภาษามคธและภาษาไทยโดยลำดับ ซึ่งการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรได้มีการเปลี่ยนธรรมเนียมการถวายบริเวณพระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นบริเวณพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และเป็นเหตุให้ต้องปักพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรกางกั้นเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแทนการใช้พระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) ตามธรรมเนียมอย่างแต่ก่อนมา

ขณะทรงรับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พราหมณ์เป่าสังข์ โหรลั่นฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตร สังข์ ไกวบัณเฑาะว์ กระทั่งมโหระทึก และบรรเลงเครื่องดุริยดนตรีทั้งมวล จากนั้นพราหมณ์จะอ่านมนต์อนุษฎภศิวมนต์ และมนต์อนุษฎภวิษณุมนต์ เมื่ออ่านจบพราหมณ์เป่าสังข์ทุกครั้ง เสร็จแล้ว

พระราชครูกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ความว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปฐมบรมราชโองการเรียบร้อยแล้ว พระมหาราชครู พราหมณ์จะเป็นผู้รับพระบรมราชโองการเป็นภาษามคธและภาษาไทย จากนั้นพราหมณ์เป่าพระมหาสังข์ เจ้าพนักงานกระทั่งมโหระทึก และประโคมดุริยดนตรีพร้อมกัน

พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงโปรยดอกพิกุลเงินพิกุลทองพระราชทานแด่พราหมณ์ เสร็จแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน เสด็จจากพระที่นั่งภัทรบิฐ

พระราชพิธีเบื้องปลาย

ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีในส่วนสำคัญดังกล่าวแล้ว มีการเสด็จออกมหาสมาคม การประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ถวายบังคมพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์รัชกาลก่อน และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร

นอกจากนี้ ยังมีพระราชพิธีและพิธีที่เกี่ยวเนื่องจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เช่น การเสด็จฯ เลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารคและชลมารค รวมทั้ง การเสด็จออกสีหบัญชร พระราชทานพระราชวโรกาสให้ประชาชนเฝ้าฯ และกราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคล

สำหรับในรัชกาลที่ 10 พสกนิกรจะได้ชื่นชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 ในวันที่ 4-6 พฤษภาคมนี้ นับเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง