พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม พ.ศ.2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
สำหรับพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์
หลังจากเสด็จประทับที่พระที่นั่งภัทรบิฐแล้ว พระมหาราชครูจะอ่านพระเวทสรรเสริญเขาไกรลาส เพื่ออัญเชิญพระอิศวรเสด็จลงมาจากเขาไกรลาสมาสถิตองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นพระมหาราชครูกราบบังคมทูลเฉลิมพระปรมาภิไธย กับถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นภาษามคธ แล้วแปลเป็นภาษาไทย
การรับเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์นั้น เมื่อพราหมณ์ถวายแล้วจะทรงสวมทันทีโดยเฉพาะ “พระมหาพิชัยมงกุฎ” และ “พระสังวาลพราหมณ์”
ส่วนเครื่องราชูปโภคอื่นๆ ทรงรับแล้วส่งต่อให้เจ้าพนักงานอีกทีหนึ่ง ซึ่งในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 5 ระบุขั้นตอนดังกล่าว ความว่า
“พระมหาราชครูร่ายเวทสรรเสริญไกรลาสแล้ว ถวายพระสังวาลพราหมณ์ ๓ เส้น และพระสุพรรณบัฏ เบญจราชกกุธภัณฑ์ แล้วถวายพระแสงอัษฏาวุธ และเครื่องราชูปโภค ทรงรับพระสังวาลและพระมหามงกุฎมาสอดทรง พระแสงขรรค์วางเบื้องขวา ธารพระกรวางเบื้องซ้าย เครื่องนอกนี้ทรงรับแล้ว ส่งพระราชทานพระราชโกษา รับต่อพระหัตถ์ส่งให้เจ้าพนักงาน แต่ฉลองพระบาทพระมหาราชครูรับมาสอดทรงถวาย แล้วร่ายเวทถวายพระพรชัย”
ภายหลังการถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์และเครื่องราชูปโภค พระมหาราชครูพราหมณ์จะกล่าวถวายสิริราชสมบัติในนามของสมณชีพราหมณ์และเสนาบดีทั้งมวล เสร็จแล้วจึงมีการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 9 ชั้น) ทั้งภาษามคธและภาษาไทย
แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสรับด้วยภาษามคธและภาษาไทยโดยลำดับ ซึ่งการถวายพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ได้มีการเปลี่ยนธรรมเนียมการถวายบริเวณพระที่นั่งภัทรบิฐ เป็นบริเวณพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 และเป็นเหตุให้ต้องปักนพปฎลมหาเศวตฉัตรกางกั้นเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแทนการใช้พระสัปตปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) ตามธรรมเนียมอย่างแต่ก่อนมา
ขณะทรงรับพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร พราหมณ์เป่าสังข์ โหรลั่นฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตร สังข์ ไกวบัณเฑาะว์ กระทั่งมโหระทึก และบรรเลงเครื่องดุริยดนตรีทั้งมวล จากนั้นพราหมณ์จะอ่านมนต์อนุษฎกอิศวร และมนต์อนุษฎกนารายณ์
เมื่ออ่านจบพราหมณ์เป่าสังข์ทุกครั้ง เสร็จแล้ว พระราชครูกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล
พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการ ซึ่งสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 มีพระปฐมบรมราชโองการ ดังนี้
“พรรณพฤษ์ ชลธี และสิ่งของในแผ่นดินทั่วทั้งพระราชอาณาจักรนั้น ถ้าไม่มีเจ้าของหวงแหนแล้วควรแต่สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด”
พระปฐมบรมราชโองการดังกล่าวถูกใช้ในอีก 2 รัชกาลต่อมา
ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนธรรมเนียมพระปฐมบรมราชโองการให้เป็น 2 ภาษา คือ ภาษาไทยและภาษามคธ และมีเนื้อความของพระปฐมบรมราชโองการเปลี่ยนไป อันเป็นธรรมเนียมที่พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อมาทรงปฏิบัติ เช่น สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ความว่า
“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงพระราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่พระราชอาณาเหนือท่านทั้งหลาย กับโภคสมบัติ เป็นที่พึ่งจัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”
ภายหลังจากสภาพบ้านเมืองเปลี่ยนไปการกล่าวพระปฐมบรมราชโองการก็แสดงความเปลี่ยนแปลงแสดงถึงการลดทอนการใช้พระราชอำนาจตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง
เหลือแต่พระราชภาระในการดูแลมวลหมู่ประชาราษฎรในฐานะของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ดังพระปฐมบรมราชโองการของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 แม้จะมีข้อความที่สั้นกระชับแต่แฝงไว้ซึ่งพระราชภาระที่ยิ่งใหญ่ ความว่า
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปฐมบรมราชโองการเรียบร้อยแล้ว พระมหาราชครู พราหมณ์จะเป็นผู้รับพระบรมราชโองการเป็นภาษามคธและภาษาไทย จากนั้นพราหมณ์เป่าพระมหาสังข์ เจ้าพนักงานกระทั่งมโหระทึก และประโคมดุริยดนตรีพร้อมกัน
พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ทรงโปรยดอกพิกุลเงินพิกุลทองพระราชทานแด่พราหมณ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าต้นพิกุลเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งในสวนของพระอินทร์ บริเวณพระบรมมหาราชวังก็เป็นดุจสรวงสวรรค์ ดังนั้นการที่พระมหากษัตริย์ซึ่งมีสถานภาพดุจดั่งองค์สมมุติเทพทรงโปรยดอกไม้ชนิดนี้เป็นการเปรียบเหมือนการโปรยดอกไม้จากสวรรค์ลงมาให้มนุษย์ได้ชื่นชม
เสร็จแล้วทรงหลั่งทักษิโณทก ทรงตั้งสัตยาธิษฐาน ทรงเปลื้องพระมหาพิชัยมงกุฎ ทรงปลดพระธำมรงค์รัตนาวุธ และพระธำมรงค์วิเชียรจินดา เสด็จจากพระที่นั่งภัทรบิฐ ทรงโปรยดอกพิกุลเงินพิกุลทองเงินสลึงพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อทรงเปลี่ยนที่ประทับซึ่งจะเป็นพระที่นั่งองค์ใดองค์หนึ่งในหมู่พระมหามณเฑียร เช่น พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน หรือพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วแต่พระราชประสงค์แต่ละรัชกาล เพื่อทรงประเคนเครื่องไทยธรรมถวายพระภิกษุสงฆ์ ทรงรับการถวายอนุโมทนาจากพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ถวายพระพรลา พระราชาคณะสวดคาถาดับเทียนชัย เป็นการเสร็จสิ้นการพระราชพิธีทางฝ่ายสงฆ์
นอกจากนี้ ยังปรากฏขั้นตอนเพิ่มเติมในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 5 อธิบายอีกว่า เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์แล้ว พระราชครูพิธีกับพระหมอเถ้าผู้ประกอบพิธีขึ้นไปบนพระมหามณเฑียรประพรมน้ำกลศ น้ำสังข์รอบพระมหามณเฑียรทั้งภายในภายนอกเพื่อเป็นการอวยชัยถวายพระพรในการเฉลิมพระราชมณเฑียร
เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เพื่อทรงรับการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งมีอยู่หลายรายการ แต่สำคัญที่สุดคือ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งพระราชา ประกอบด้วย 1.พระมหาพิชัยมงกุฎ 2.พระแสงขรรค์ชัยศรี 3.ธารพระกรชัยพฤกษ์ 4.วาลวิชนี 5.ฉลองพระบาทเชิงงอน ทั้งนี้ ได้จัดให้ พระมหาเศวตฉัตร แยกเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์อีกชุดหนึ่งในหมวดเครื่องสูง โดยถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ก่อน แล้วจึงถวายพระมหาเศวตฉัตร หรือจะถวายพระมหาเศวตฉัตรก่อนแล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ในภายหลังก็ได้
- พระมหาพิชัยมงกุฎ
พระมหาพิชัยมงกุฎ มีความหมายว่าพระมหามงกุฎอันเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะ เป็นเครื่องราชศิราภรณ์ในหมวดพระเครื่องต้น สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยทองคำดุนลายลงยาประดับเพชร ประกอบด้วยเกี้ยวสามชั้น ชั้นแรกอยู่ตรงพระนลาฏ ชั้นที่สองอยู่ตรงเบื้องบนพระเศียร และชั้นที่สามอยู่ตรงยอดเหนือพะเศียรขึ้นไป มีลายรักร้อยและประจำยามทั้งสี่ด้านประดับที่เกี้ยวทุกชั้น เกี้ยวแต่ละชั้นประดับด้วยดอกไม้ไหวทองคำฝังเพชรและกรรเจียกจรซ้ายขวาประดับเพชร
ระหว่างเกี้ยวแต่ละชั้นวางกระจังตาอ้อยเรียงซ้อนกันห้าชั้น เกี้ยวบนสุดเป็นยอดรูปปลีบัวแวง มีมาลัยลูกแก้วคั่นบัวกลุ่มสามชั้น ยอดบนสุดนั้นเดิมเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์เรียงร้อยด้วยเพชรเล็กๆ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระราชสมบัติไปจัดหาซื้อเพชรน้ำงามจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย นำมาประดับบนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎแทนพุ่มข้าวบิณฑ์ พระราชทานนามเพชรนั้นว่า พระมหาวิเชียรมณี
พระมหาพิชัยมงกุฎมีน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 7.3 กิโลกรัม ขนาดสูงรวมยอด 66 เซนติเมตร เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นยอดหรือพระราชาธิบดีผู้ทรงเป็นประมุขสูงสุดของแผ่นดิน น้ำหนักที่มากของพระมหาพิชัยมงกุฎยังมีความหมายถึงพระราชภาระอันหนักที่ทรงรับไว้ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินอีกด้วย
- พระแสงขรรค์ชัยศรี
พระแสงขรรค์ หมายถึง อาวุธที่มีลักษณะเป็นมีดยาวคล้ายดาบที่มีคมทั้ง ๒ ด้าน ตรงกลางทั้งด้านหน้าและด้านหลังเป็นสันนูนคล้ายคมหอก มีด้ามสั้น ใช้สำหรับการต่อสู้ในระยะประชิดตัว ถือกันว่าเป็นอาวุธอันเป็นสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และเป็นอาวุธของเทพยดาองค์สำคัญ
พระแสงขรรค์องค์นี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว 64.5 เซนติเมตร เมื่อประกอบด้ามแล้วยาว 89.9 เซนติเมตร หนัก 1,300 กรัม เมื่อสวมฝักแล้วยาว 101 เซนติเมตร หนัก 1,900 กรัม
พระแสงขรรค์ชัยศรีจึงเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์อันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระราชอำนาจ ความกล้าหาญ และพระราชอาญาสิทธิ์ในการปกครองแผ่นดิน และตามคัมภีร์พุทธศาสนายังถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา

- ธารพระกร
ธารพระกร หรือ ไม้เท้าที่ใช้เป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ด้ามยาวกลึงเป็นแท่ง ลงรักปิดทอง ส่วนหัวกลึงเป็นรูปหัวเม็ดและส่วนส้นเป็นเหล็กคร่ำทอง ปลายส้นเป็นสองแฉกคล้ายส้อม มีลักษณะเหมือนไม้เท้าของพระภิกษุที่ใช้ในการชักบังสุกุล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชทานนามว่า “ธารพระกรชัยพฤกษ์”
ธารพระกรเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ ที่ปรากฏรายนามมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สืบเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ อาจมีความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทรงบริหารแผ่นดินด้วยความสุขุมคัมภีรภาพดังผู้มีวัยวุฒิและทรงคุณธรรม ขณะเดียวกันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการทรงพระชนมพรรษายั่งยืนนานด้วย


- วาลวิชนี
สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นพัดใบตาลปิดทอง ขอบขลิบทองคำ ด้ามทำด้วยทองคำ เรียกว่า พัชนีฝักมะขาม ต่อมารัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแส้ขนหางจามรี เพราะพระองค์ทรงทรงทราบว่าวาลวิชนีตามความหมายและคติเดิมควรหมายถึงแส้ขนจามรี ต่อมาได้นำทั้งพัดและพระแส้มาใช้รวมกันและเรียกสิ่งของทั้งสองสิ่งรวมกันว่า วาลวิชนี
จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความหมายว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้พัดพาความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ราษฎร ตลอดจนปัดเป่าสิ่งอวมงคลและผองภัยทั้งมวลให้สูญสลายไปจากประชาราษฎร์และพระราชอาณาจักร

- ฉลองพระบาท
ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นของสำหรับประดับพระเกียรติยศ ในขณะทรงเครื่องต้นประทับบนพระที่นั่งภัทรบิฐ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้เชิญฉลองพระบาทเชิงงอนมาสอดถวายที่พระยุคลบาทโดยเป็นเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ประการสุดท้ายเพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมถวายความจงรักภักดี
ฉลองพระบาทเชิงงอนเป็นสัญลักษณ์แห่งการทรงไว้ซึ่งพระบรมเดชานุภาพในทุกหนแห่งพระราชอาณาจักรที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไป

- พระมหาเศวตฉัตร
ฉัตร หมายถึงร่มซ้อนชั้น เป็นเครื่องแสดงพระราชอิสริยยศแห่งองค์พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์มาแต่โบราณ พระมหาเศวตฉัตร หรือพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร เป็นฉัตรที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีความหมายว่าฉัตรสีขาวอันยิ่งใหญ่ที่ซ้อนลดหลั่นกัน 9 ชั้น เป็นฉัตรที่มีรูปทรงสูงเพรียวทำด้วยผ้าขาว แต่ละชั้นมีระบายขลิบทองแผ่ลวดซ้อน 3 ชั้น มียอดแหลม ที่ชั้นล่างสุดห้อยอุบะจำปาทองซึ่งมีความหมายถึงดอกไม้สวรรค์ที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าในโอกาสสำคัญ
แต่เดิมพระนพปฎลมหาเศวตฉัตรถือเป็นหนึ่งในเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ แต่ในปัจจุบันถือเป็นเครื่องประกอบพระราชพิธีในหมวดเครื่องสูง ซึ่งต้องทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเป็นพระมหากษัตริย์เช่นเดียวกับเครื่องประกอบพระราชพิธีในหมวดอื่นๆ
สันนิษฐานกันว่าเหตุที่พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นฉัตรที่ซ้อนกัน 9 ชั้นนั้น อาจเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงพระบรมเดชานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ที่มีชัยชนะเหนือพระราชาอื่นๆ ทั้ง 8 ทิศที่อยู่โดยรอบ ดังนั้นเมื่อรวมฉัตรของพระราชาทั้ง 8 ทิศกับฉัตรของพระมหากษัตริย์เองแล้วจึงนับรวมได้ 9 ชั้น ก่อให้เกิดพระนพปฎลมหาเศวตรฉัตรหรือฉัตรขาว 9 ชั้นดังที่ปรากฏในปัจจุบัน



