
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ค.ศ.1868 ภาพลายเส้นจากหนังสือ The Boy Travellers in Siam and Java) อ้างจาก KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม โดย ไกรฤกษ์ นานา
ในประวัติศาสตร์ยาวนานและรุ่งเรืองทุกยุคสมัยของสยามประเทศ มีประเพณีราชสำนักที่สืบทอดไม่ห่างหาย สะท้อนความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ประณีต งดงาม อีกทั้งเปี่ยมล้นด้วยความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ซึ่งไม่เพียงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกร หากแต่อยู่ในสายตาของนานาอารยประเทศมาแต่ครั้งโบราณกาล ปรากฏหลักฐานมากมาย ทั้งภาพถ่ายล้ำค่า ภาพลายเส้นละเอียดลออ บันทึกถ้อยความพรรณนาถึงพิธีซึ่งปรากฏตรงหน้า จนถึงข่าวสารในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่กลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญ
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของเอกสารประวัติศาสตร์จากมุมมองต่างชาติที่มีต่อพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่นี้
ถ้อยคำ’หมอบรัดเลย์’กษัตริย์พระองค์ใหม่ ข่าวใหญ่ใน’สิงคโปร์’
ในคราว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพุทธศักราช 2394 ได้โปรดให้นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley) หรือหมอบรัดเลย์ แปลจดหมายเหตุที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เขียนขึ้นในโอกาสดังกล่าว เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งให้ พันเอก วิลเลียม เจ. บัตเตอร์เวิร์ธ (William J. Butterworth) ผู้ว่าราชการอังกฤษประจำดินแดนสเตรตส์ เซตเทิลเมนตส์ ผู้ที่มีหนังสือมากราบบังคมทูลถวายพระพรในโอกาสเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยมีพระราชประสงค์ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้และเข้าใจในโบราณราชประเพณีของไทยอย่างถูกต้อง

เอกสารชุดดังกล่าว จัดพิมพ์ในวารสาร Journal of the Indian Archipelago and Eastern Asia เล่ม 5 ค.ศ.1851 ตรงกับ พ.ศ.2394
นอกจากนี้ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยังปรากฏในการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ The Singapore Free Press and Mercantile Adveriser เนื้อหากล่าวแสดงความชื่นชมในพระจริยาวัตรและพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รวมถึงพระราชดำรัสต่อที่ประชุมขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์หลังทรงได้รับหนังสือแสดงความยินดีจากพันเอกบัตเตอร์เวิร์ธ
ความตอนหนึ่งว่า
“พระอัชฌาสัยและท่าทีอันเป็นมิตรของกษัตริย์พระองค์ใหม่ และรัฐบาลของพระองค์ที่มีต่อชาวต่างชาติยังคงปรากฏให้เห็นในลักษณะที่น่าพึงพอใจอย่างที่สุด ดังที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งในการที่ทรงตอบรับจดหมายของ ฯพณฯ ข้าหลวงแห่งสเตรตส์ เซตเทิลเมนตส์ ที่มีไปถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยามเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเนื้อหาเป็นการส่งสารแสดงความยินดีต่อพระองค์ในวาระที่เสด็จขึ้นครองราชย์……
“แหล่งข่าวได้รายงานว่าราชอาณาจักรของพระองค์มีความสงบสุขนับแต่เริ่มรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุตสาหะพากเพียรยิ่งในพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร ทรงอ่านรายงานและจดหมายทุกฉบับที่เกี่ยวกับสาธารณกิจด้วยพระองค์เอง…”
มิชชันนารีอเๆมริกัน กับ ดร.สมิธ ผู้ใกล้ชิดเจ้านายสยาม
ครั้นล่วงถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิชชันนารีอเมริกัน อย่าง สาธุคุณเอ็น เอ. แมคโดนัลด์ (Rev. N. A. McDonald) ที่เดินทางเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ.2403 ก็ได้เป็นประจักษ์พยานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 โดยบันทึกเรื่องราวว่าด้วยรายละเอียดตั้งแต่พิธีสรงพระมุรธาภิเษก พิธีถวายน้ำอภิเษก และพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อีกทั้งการเสด็จออกมหาสมาคม ปรากฏในหนังสือ Coronoation of His Majesty the Supreme King of Siam

ความตอนหนึ่งว่า
“ในขณะที่เราเดินผ่านลานสามเหลี่ยมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตรงกับหนึ่งในบรรดาประตูท้องพระโรงชั้นใน ด้านหน้าประตูของห้องโถงมีแท่นยกสูงปิดทองสวยงามท่านหนึ่งตั้งอยู่ บนแท่นมีอ่างทองใบใหญ่วางอยู่ ภายในอ่างมีม้านั่งหรือตั่งที่มีสามขาทำด้วยทอง เหนือแท่นขึ้นไปเป็นปะรำสี่เหลี่ยม เหนือปะรำขึ้นไปเป็นฉัตร 9 ชั้น ที่ลดหลั่นกันเป็นรูปทรงเจดีย์ เหนือบริเวณกลางปะรำเป็นภาชนะใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นน้ำที่ได้รับการปลุกเสกโดยกล่าวกันว่าผ่านการสวดทำพิธีปลุกเสกกว่า 9 ครั้ง และเขาให้ไหลผ่านภาชนะกลมต่างๆ 9 ใบ ก่อนที่จะไปถึงด้านบนสุดของปะรำ น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นน้ำที่รวบรวมมาจากแม่น้ำสำคัญของสยามและเป็นน้ำที่อยู่ตรงจุดที่อยู่เหนืออิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง
จากนั้นนำมาเก็บรักษาไว้อย่างสม่ำเสมอในที่เก็บน้ำใกล้วัดต่างๆ ที่อยู่ในเมืองหลวง ในภาชนะมีท่อกาลักน้ำติดยึดไว้กับภาชนะลักษณะเหมือนฝักของดอกบัวเมื่อกลีบดอกร่วงลงไป”
ต่อมา ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งหลัง ดร.มัลคอล์ม สมิธ (Dr. Malcolm Smith) แพทย์ชาวอังกฤษผู้ใกล้ชิดกับเจ้านายในราชสำนักสยาม ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในคราวนั้นไว้ในหนังสือ A Physician at the Court of Siam หรือ “ราชสำนักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ”
ตอนหนึ่งของบันทึก มีดังนี้
“ชาวยุโรปทุกคน ไมได้รับอนุญาตให้เข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนพระราชพิธีที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งได้แก่ขั้นตอนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสวมมงกุฎลงบนพระเศียรของพระองค์เอง เนื่องจากไม่มีผู้ใดที่จะมีฐานันดรศักดิ์สูงพอที่จะเป็นผู้สวมให้พระองค์ได้ ส่วนประชาชนที่อยู่ด้านนอกสามารถรับทราบขั้นตอนพระราชพิธีนี้ได้จากธงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสาที่สร้างขึ้นใหม่ในโอกาสนี้ ตลอดจนจากเสียงดนตรีที่ดังขึ้นตามจุดต่างๆ ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งเสียงยิงสลุตจากปืนใหญ่เป็นการเฉลิมฉลอง
ทันทีที่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นลง ก็จะถึงขั้นตอนเตรียมการสำหรับพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ตลอดจนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร และเสด็จออกรับทูตานุทูตต่างประเทศ”

ดินแดนแห่งแสงตะวัน นานาชาติร่วมแซ่ซ้อง
ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเอกสารและภาพถ่ายจำนวนมากที่เกี่ยวเนื่องกับชาวต่างชาติซึ่งเดินทางเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากมีการเชิญผู้แทนจากนานาอารยประเทศ “ดินแดนแห่งแสงตะวัน : บันทึกและความทรงจำจากการเดินทางในดินแดนตะวันออก” หรือ The Coronation Ceremonies at Bangkok คือบทหนึ่งในบันทึกสำคัญของ เจ้าชายวิลเลียม แห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden) เมื่อครั้งเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเมื่อ พ.ศ.2454

ปรากฏถ้อยความที่เล่าเรื่องราวอย่างมีสีสัน และชื่นชมใน “ขัตติยมานะ” ของพระเจ้าแผ่นดินสยามอย่างยิ่ง ตั้งแต่ประโยคแรกของบันทึก ความว่า
“ท่านผู้อ่านที่คิดว่าการขึ้นสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์แห่งสยามนั้นเป็นเรื่องง่าย แสดงว่าท่านคงเกิดความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ตรงกันข้ามข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงพระขัตติยมานะโดยแท้ เป็นช่วงเวลาตลอดทั้งสิบวันติดต่อกันที่ใครคนหนึ่งต้องยุ่งวุ่นวายอยู่กับพระราชพิธีนานัปการ รวมถึงการจัดกระบวนพยุหยาตราต่างๆ และงานเลี้ยงพระกระยาหารทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในแต่ละวัน….
คณะผู้แทนจากนานาประเทศพร้อมกับพวกเราได้รับการเชื้อเชิญเป็นลำดับแรก ให้เข้าสู่พระที่นั่งขนาดใหญ่รูปไม้กางเขนนามว่า ดุสิตมหาปราสาท ณ ที่นั่น สว่างเจิดจ้าและระยิบระยับไปด้วยแสงที่เปล่งประกายวูบวาบจากเครื่องแบบนานาชนิด ดาบ และเพชรนิลจินดา ….
กล่าวได้ว่าความงดงาม ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ความมีชาติตระกูลที่สยามพึงนำออกเผยโฉมได้มารวมตัวกันอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้น เพิ่มความสดใสเจิดจรัสให้แก่ภาพลักษณ์ของชาวตะวันออกอันงดงามตระการตาที่จะเริ่มในอีกไม่ช้า..”

ในห้วงเวลาเดียวกัน อีวาน เดอ เชค (Ivan de Schaeck) นายทหารราชองครักษ์คนหนึ่ง ได้บันทึกเรื่องราวในคราวตามเสด็จแกรนด์ ดยุค บอริส วลาดิมีโรวิช มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียในฐานะผู้แทนสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย

ฟากฝั่งมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็มีงานเขียนของ พันเอก ลี เฟบิเกอร์ (Col. Lea Febiger) ผู้แทนฝ่ายทหารที่บันทึกประสบการณ์และสิ่งที่ได้พบเห็นไว้ในหนังสือชื่อ The Coronation of His Majesty King Maha Vajiravudh of Siam นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ระดับโลกอย่าง นิวยอร์ก ไทมส์ ก็รายงานความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธีอันตระการตา รวมถึงการเข้าร่วมของพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ ด้วย
นับเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สยามในมุมมองของโลก ที่ถูกบันทึกไว้ตราบชั่วนิจนิรันดร์
ขอขอบคุณ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
ภาพและข้อมูลจากหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเอกสารต่างประเทศ กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2562
