‘บรมราชาภิเษก’ เกริกไกร ในสายตาโลก

6.05.19 | 16:48 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ค.ศ.1868 ภาพลายเส้นจากหนังสือ The Boy Travellers in Siam and Java) อ้างจาก KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม โดย ไกรฤกษ์ นานา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ค.ศ.1868 ภาพลายเส้นจากหนังสือ The Boy Travellers in Siam and Java) อ้างจาก KING MONGKUT หยุดยุโรปยึดสยาม โดย ไกรฤกษ์ นานา

ในประวัติศาสตร์ยาวนานและรุ่งเรืองทุกยุคสมัยของสยามประเทศ มีประเพณีราชสำนักที่สืบทอดไม่ห่างหาย สะท้อนความยิ่งใหญ่ของวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ประณีต งดงาม อีกทั้งเปี่ยมล้นด้วยความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ซึ่งไม่เพียงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกร หากแต่อยู่ในสายตาของนานาอารยประเทศมาแต่ครั้งโบราณกาล ปรากฏหลักฐานมากมาย ทั้งภาพถ่ายล้ำค่า ภาพลายเส้นละเอียดลออ บันทึกถ้อยความพรรณนาถึงพิธีซึ่งปรากฏตรงหน้า จนถึงข่าวสารในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศที่กลายเป็นพยานหลักฐานสำคัญ

ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของเอกสารประวัติศาสตร์จากมุมมองต่างชาติที่มีต่อพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่นี้

 

ถ้อยคำ’หมอบรัดเลย์’กษัตริย์พระองค์ใหม่ ข่าวใหญ่ใน’สิงคโปร์’

ในคราว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ และทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อพุทธศักราช 2394 ได้โปรดให้นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ (Dr.Dan Beach Bradley) หรือหมอบรัดเลย์ แปลจดหมายเหตุที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เขียนขึ้นในโอกาสดังกล่าว เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อส่งให้ พันเอก วิลเลียม เจ. บัตเตอร์เวิร์ธ (William J. Butterworth) ผู้ว่าราชการอังกฤษประจำดินแดนสเตรตส์ เซตเทิลเมนตส์ ผู้ที่มีหนังสือมากราบบังคมทูลถวายพระพรในโอกาสเสด็จขึ้นครองราชย์ โดยมีพระราชประสงค์ให้ชาวต่างชาติได้รับรู้และเข้าใจในโบราณราชประเพณีของไทยอย่างถูกต้อง

Advertisement
Journal of the Indian Archipelago and Eastern Asia เล่ม 5 ค.ศ.1851 เผยแพร่ข้อเขียนของหมอบรัดเลย์ที่ส่งให้ พันเอก วิลเลียม เจ. บัตเตอร์เวิร์ธ เนื้อหาเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เอกสารชุดดังกล่าว จัดพิมพ์ในวารสาร Journal of the Indian Archipelago and Eastern Asia เล่ม 5 ค.ศ.1851 ตรงกับ พ.ศ.2394

นอกจากนี้ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยังปรากฏในการรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ The Singapore Free Press and Mercantile Adveriser เนื้อหากล่าวแสดงความชื่นชมในพระจริยาวัตรและพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ รวมถึงพระราชดำรัสต่อที่ประชุมขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์หลังทรงได้รับหนังสือแสดงความยินดีจากพันเอกบัตเตอร์เวิร์ธ

ความตอนหนึ่งว่า

“พระอัชฌาสัยและท่าทีอันเป็นมิตรของกษัตริย์พระองค์ใหม่ และรัฐบาลของพระองค์ที่มีต่อชาวต่างชาติยังคงปรากฏให้เห็นในลักษณะที่น่าพึงพอใจอย่างที่สุด ดังที่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งในการที่ทรงตอบรับจดหมายของ ฯพณฯ ข้าหลวงแห่งสเตรตส์ เซตเทิลเมนตส์ ที่มีไปถึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยามเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเนื้อหาเป็นการส่งสารแสดงความยินดีต่อพระองค์ในวาระที่เสด็จขึ้นครองราชย์……

“แหล่งข่าวได้รายงานว่าราชอาณาจักรของพระองค์มีความสงบสุขนับแต่เริ่มรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุตสาหะพากเพียรยิ่งในพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร ทรงอ่านรายงานและจดหมายทุกฉบับที่เกี่ยวกับสาธารณกิจด้วยพระองค์เอง…”

 

มิชชันนารีอเๆมริกัน กับ ดร.สมิธ ผู้ใกล้ชิดเจ้านายสยาม

ครั้นล่วงถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มิชชันนารีอเมริกัน อย่าง สาธุคุณเอ็น เอ. แมคโดนัลด์ (Rev. N. A. McDonald) ที่เดินทางเข้ามาในสยามตั้งแต่ พ.ศ.2403 ก็ได้เป็นประจักษ์พยานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกของรัชกาลที่ 5 โดยบันทึกเรื่องราวว่าด้วยรายละเอียดตั้งแต่พิธีสรงพระมุรธาภิเษก พิธีถวายน้ำอภิเษก และพิธีถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ อีกทั้งการเสด็จออกมหาสมาคม ปรากฏในหนังสือ Coronoation of His Majesty the Supreme King of Siam

ภาพลายเส้น “พระที่นั่งในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พระบรมมหาราชวังในกรุงเทพฯ” สมัยรัชกาลที่ 5 จากหนังสือสยามและลาวในสายตามิชชันนารีชาวอเมริกัน โดย สาธุคุณเอ็น. เอ .แมคโดนัลด์

ความตอนหนึ่งว่า

“ในขณะที่เราเดินผ่านลานสามเหลี่ยมขนาดเล็กแห่งหนึ่งที่ตรงกับหนึ่งในบรรดาประตูท้องพระโรงชั้นใน ด้านหน้าประตูของห้องโถงมีแท่นยกสูงปิดทองสวยงามท่านหนึ่งตั้งอยู่ บนแท่นมีอ่างทองใบใหญ่วางอยู่ ภายในอ่างมีม้านั่งหรือตั่งที่มีสามขาทำด้วยทอง เหนือแท่นขึ้นไปเป็นปะรำสี่เหลี่ยม เหนือปะรำขึ้นไปเป็นฉัตร 9 ชั้น ที่ลดหลั่นกันเป็นรูปทรงเจดีย์ เหนือบริเวณกลางปะรำเป็นภาชนะใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นน้ำที่ได้รับการปลุกเสกโดยกล่าวกันว่าผ่านการสวดทำพิธีปลุกเสกกว่า 9 ครั้ง และเขาให้ไหลผ่านภาชนะกลมต่างๆ 9 ใบ ก่อนที่จะไปถึงด้านบนสุดของปะรำ น้ำศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นน้ำที่รวบรวมมาจากแม่น้ำสำคัญของสยามและเป็นน้ำที่อยู่ตรงจุดที่อยู่เหนืออิทธิพลน้ำขึ้นน้ำลง

จากนั้นนำมาเก็บรักษาไว้อย่างสม่ำเสมอในที่เก็บน้ำใกล้วัดต่างๆ ที่อยู่ในเมืองหลวง ในภาชนะมีท่อกาลักน้ำติดยึดไว้กับภาชนะลักษณะเหมือนฝักของดอกบัวเมื่อกลีบดอกร่วงลงไป”

ต่อมา ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งหลัง ดร.มัลคอล์ม สมิธ (Dr. Malcolm Smith) แพทย์ชาวอังกฤษผู้ใกล้ชิดกับเจ้านายในราชสำนักสยาม ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวในคราวนั้นไว้ในหนังสือ A Physician at the Court of Siam หรือ “ราชสำนักสยามในทรรศนะของหมอสมิธ”

ตอนหนึ่งของบันทึก มีดังนี้

“ชาวยุโรปทุกคน ไมได้รับอนุญาตให้เข้าไปมีส่วนร่วมในขั้นตอนพระราชพิธีที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งได้แก่ขั้นตอนที่พระเจ้าอยู่หัวทรงสวมมงกุฎลงบนพระเศียรของพระองค์เอง เนื่องจากไม่มีผู้ใดที่จะมีฐานันดรศักดิ์สูงพอที่จะเป็นผู้สวมให้พระองค์ได้ ส่วนประชาชนที่อยู่ด้านนอกสามารถรับทราบขั้นตอนพระราชพิธีนี้ได้จากธงที่โบกสะบัดอยู่บนยอดเสาที่สร้างขึ้นใหม่ในโอกาสนี้ ตลอดจนจากเสียงดนตรีที่ดังขึ้นตามจุดต่างๆ ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งเสียงยิงสลุตจากปืนใหญ่เป็นการเฉลิมฉลอง

ทันทีที่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเสร็จสิ้นลง ก็จะถึงขั้นตอนเตรียมการสำหรับพิธีเสด็จออกมหาสมาคม ตลอดจนพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร และเสด็จออกรับทูตานุทูตต่างประเทศ”

ผู้แทนประมุขนานาประเทศทรงฉายพระรูป ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ครั้งเสด็จงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดินแดนแห่งแสงตะวัน นานาชาติร่วมแซ่ซ้อง

ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเอกสารและภาพถ่ายจำนวนมากที่เกี่ยวเนื่องกับชาวต่างชาติซึ่งเดินทางเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เนื่องจากมีการเชิญผู้แทนจากนานาอารยประเทศ “ดินแดนแห่งแสงตะวัน : บันทึกและความทรงจำจากการเดินทางในดินแดนตะวันออก” หรือ The Coronation Ceremonies at Bangkok คือบทหนึ่งในบันทึกสำคัญของ เจ้าชายวิลเลียม แห่งสวีเดน (H.R.H. Prince William of Sweden) เมื่อครั้งเสด็จเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเมื่อ พ.ศ.2454

พระราชวงศ์จากสวีเดนและพระราชวงศ์จากอังกฤษเสด็จถึงท่าราชวรดิฐ กรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ในรัชกาลที่ 6

ปรากฏถ้อยความที่เล่าเรื่องราวอย่างมีสีสัน และชื่นชมใน “ขัตติยมานะ” ของพระเจ้าแผ่นดินสยามอย่างยิ่ง ตั้งแต่ประโยคแรกของบันทึก ความว่า

“ท่านผู้อ่านที่คิดว่าการขึ้นสืบราชสมบัติของพระมหากษัตริย์แห่งสยามนั้นเป็นเรื่องง่าย แสดงว่าท่านคงเกิดความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ตรงกันข้ามข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการแสดงให้ประจักษ์ถึงพระขัตติยมานะโดยแท้ เป็นช่วงเวลาตลอดทั้งสิบวันติดต่อกันที่ใครคนหนึ่งต้องยุ่งวุ่นวายอยู่กับพระราชพิธีนานัปการ รวมถึงการจัดกระบวนพยุหยาตราต่างๆ และงานเลี้ยงพระกระยาหารทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำในแต่ละวัน….

คณะผู้แทนจากนานาประเทศพร้อมกับพวกเราได้รับการเชื้อเชิญเป็นลำดับแรก ให้เข้าสู่พระที่นั่งขนาดใหญ่รูปไม้กางเขนนามว่า ดุสิตมหาปราสาท ณ ที่นั่น สว่างเจิดจ้าและระยิบระยับไปด้วยแสงที่เปล่งประกายวูบวาบจากเครื่องแบบนานาชนิด ดาบ และเพชรนิลจินดา ….

กล่าวได้ว่าความงดงาม ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ความมีชาติตระกูลที่สยามพึงนำออกเผยโฉมได้มารวมตัวกันอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อให้สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้น เพิ่มความสดใสเจิดจรัสให้แก่ภาพลักษณ์ของชาวตะวันออกอันงดงามตระการตาที่จะเริ่มในอีกไม่ช้า..”

 

พระราชวงศ์ต่างประเทศ ขณะรอขบวนเสด็จพระราชดำเนิน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในห้วงเวลาเดียวกัน อีวาน เดอ เชค (Ivan de Schaeck) นายทหารราชองครักษ์คนหนึ่ง ได้บันทึกเรื่องราวในคราวตามเสด็จแกรนด์ ดยุค บอริส วลาดิมีโรวิช มกุฎราชกุมารแห่งรัสเซียในฐานะผู้แทนสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย

“พราหมณ์กระทำพิธีบูชา” ภาพประกอบข้อเขียนเรื่อง Coronation of His Majesty the Supreme King of Siam หรือ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสยาม” ของ สาธุคุณเอ็น. เอ. แมคโดนัลด์

ฟากฝั่งมหาอำนาจอย่างอเมริกาก็มีงานเขียนของ พันเอก ลี เฟบิเกอร์ (Col. Lea Febiger) ผู้แทนฝ่ายทหารที่บันทึกประสบการณ์และสิ่งที่ได้พบเห็นไว้ในหนังสือชื่อ The Coronation of His Majesty King Maha Vajiravudh of Siam นอกจากนี้ หนังสือพิมพ์ระดับโลกอย่าง นิวยอร์ก ไทมส์ ก็รายงานความยิ่งใหญ่ของพระราชพิธีอันตระการตา รวมถึงการเข้าร่วมของพระราชวงศ์จากประเทศต่างๆ ด้วย

นับเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์สยามในมุมมองของโลก ที่ถูกบันทึกไว้ตราบชั่วนิจนิรันดร์


ขอขอบคุณ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร

ภาพและข้อมูลจากหนังสือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในเอกสารต่างประเทศ กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2562