เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 6 พฤษภาคม ที่บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ประชาชนต่างถ่ายภาพพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาทบริเวณสีหบัญชรเป็นที่ระลึกด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม บางคนรู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จและชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด
นางสาวพรทิพย์ เพชรสงคราม อายุ 37 ปี ชาวอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ขอเป็นตัวแทนของคนอำเภอหัวหินมาแสดงความจงรักภักดี ต้องบอกว่าคนหัวหินรู้สึกจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างมาก อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เสด็จฯไปวังไกลกังวลอยู่เสมอ ทรงพัฒนาให้เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และไม่ว่าพระองค์จะเสด็จฯไปแห่งหนใดพื้นที่นั้นก็จะเจริญขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระปฐมบรมราชโองการว่าจะสืบสาน รักษา และต่อยอด พวกเรารู้สึกซาบซึ้งมากๆ ทั้งนี้ การได้มาเฝ้าฯรับเสด็จในวันนี้ ได้เห็นคนไทยสามัคคีที่จะมาเฝ้าฯรับเสด็จทนแดดทนร้อน ก็เชื่อว่าในแผ่นดินใหม่นี้จะเกิดความสามัคคีได้แน่นอน
“จะขอทำความดีถวายพระองค์ ด้วยการมีหัวใจเป็นจิตอาสา ดังที่พระองค์ได้พระราชทานโครงการจิตอาสาเราทำความ ดี ด้วยหัวใจ ทรงสอนให้คนไทยรู้จักเสียสละ อดทน และมีเมตตา” นางสาวพรทิพย์กล่าว

ด้านกลุ่มคนพิการทุกประเภทจำนวน 100 คน ต่างรู้สึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระราชวโรกาส ให้กลุ่มคนพิการเข้าเฝ้าฯรับเสด็จบริเวณหน้าสีหบัญชร โดย นายต่อพงษ์ เสลานนท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นตัวแทนคนตาบอดกล่าวว่า พสกนิกรพิการรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานพระราชวโรกาสให้คนพิการได้มีส่วนร่วมในหลายกิจกรรมสำคัญ อย่างงานปั่นจักรยานไบค์อุ่นไอรักคลายความหนาว ก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้คนพิการได้ร่วมปั่น รวมถึงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ก็ได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าฯอย่างใกล้ชิด อย่างตนแม้จะตาบอดแต่ก็รู้สึกได้จากการได้ยินและสัมผัส ครั้นพระองค์และพระราชวงศ์เสด็จออกสีหบัญชร ได้ยินเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง เป็นความปีติยินดีและจะเป็นกำลังใจให้กับคนพิการได้ต่อสู้และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ต่อไป และ ในโอกาสมหามงคลนี้สมาคมคนตาบอดฯได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตโดยคนตาบอด 910 คน ถวายเป็นพระราชกุศล
นายเมทัช ทองมั่น อายุ 25 ปี ชาวนนทบุรี เดินทางมาปักหลักรอตั้งแต่เวลา 14.00 น. ได้ชื่นชมพระบารมีชัดมาก วินาทีที่พระองค์เสด็จออกสีหบัญชรรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นพระองค์ ก่อนหน้านี้ติดตามการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมาโดยตลอด รู้สึกเป็นพระราชประเพณีที่สวยงาม และสำคัญต่อชาวไทย เพราะสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมอันดีงามของประเทศไทย ที่สำคัญได้ความรู้ด้วย เช่น คำราชาศัพท์ ที่เข้าใจและใช้เป็นมากขึ้น ทั้งยังได้รับความรู้เรื่องพระบรมมหาราชวัง พระที่นั่งต่างๆ ตลอดจนพระอิสริยยศของพระบรมวงศานุวงศ์ ในฐานะที่ตนเป็นเยาวชน รู้สึกเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตที่ได้เป็นพสกนิกรสองแผ่นดิน ได้เกิดภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทย และตนจะนำความทรงจำที่ได้มาร่วมในพระราชพิธีนี้ไปบอกเล่าให้คนรุ่นต่อไปได้ฟัง
“การมาครั้งนี้ อากาศร้อนไม่เป็นปัญหา อยากมาซึมซับบรรยากาศภายในงาน ซึ่งไม่เหมือนตอนชมในโทรทัศน์ เตรียมความพร้อมมาอย่างดี ภูมิใจมากที่ได้เกิดเป็นคนไทย ในฐานะที่ยังเป็นเยาวชนจะน้อมนำคำสอนของพระองค์ ในเรื่องการสืบสาน รักษา และต่อยอด มาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ถ้าได้ริเริ่มโครงการอะไรไปแล้ว ก็จะสืบสานและทำให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี” นายเมทัชกล่าว
นายเมทัชกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยังได้เห็นพระจริยวัตรของพระบรมวงศานุวงศ์ที่งดงาม สมพระเกียรติ โดยเฉพาะ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ทรงมีพระจริยวัตรงดงามที่ทรงก้มกราบ ทรงทำความเคารพพระญาติที่มีพระชนมายุมากกว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การดำรงไว้ซึ่งความเป็นไทยไม่ได้ล้าหลัง แต่คือความสวยงาม และประเพณีอันดีงามของคนไทยที่ควรสืบต่อไป

ด้านนายพชรวิทย์ ผดุงกิจ อายุ 40 ปี เดินทางมาพร้อมภรรยา มาจากเขตจอมทอง กรุงเทพฯ กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่ 10.00 น. ปักหลักเฝ้าฯ รับเสด็จเบื้องหน้าสีหบัญชร รู้สึกปลาบปลื้มมาก เพราะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มาอยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ได้ชื่นชมพระบารมีของพระองค์
“คิดไว้แล้วว่าต้องมาให้ได้ เพื่อมาแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเทิดทูนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เวลาบ้านเมืองประสบปัญหา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ และพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระปรีชาสามารถ
ผมรู้สึกว่าพระองค์ทอดพระเนตรทุกคนเป็นลูกของพระองค์ อย่างเรื่องจิตอาสา ทำให้คนไทยมีจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และทำให้ทุกคนอยากทำความดีถวายพระองค์ ถ้าช่วยเหลือใครได้อยากช่วยเหลือ เพราะทุกคนมีจิตสาธารณะมากขึ้น
ส่วนงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ก็ได้ติดตามโดยตลอด เพื่อวางแผนการรับเสด็จ ซึ่งงานนี้เป็นพระราชพิธีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน อยากมาเห็นด้วยตาตัวเอง มาสัมผัสกับบรรยากาศการเฉลิมพระเกียรติ และเป็นสิริมงคลต่อชีวิต ซึ่งจะเป็นเรื่องราวแห่งความทรงจำที่เก็บไปเล่าให้ลูกหลานฟัง” นายพชรวิทย์กล่าว



