ภายหลังพระราชพิธีมหามงคล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เสร็จสิ้นลง
ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินที่ประชาชนได้ร่วมกันทูลเกล้าฯ ถวายในการร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทั้งหมด และเงินรายได้จากการจัดงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,407,144,487.59 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องมือครุภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล วิทยาลัยแพทย์และพยาบาล และสถานพยาบาลต่างๆ จากทั่วประเทศ 27 แห่ง ด้วยทรงห่วงใยสุขภาพร่างกายของประชาชน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพด้านการให้บริการทางการแพทย์ สร้างความปลื้มปีติยังประชาชนทุกหมู่เหล่า

โรงพยาบาลทั้ง 27 แห่ง ประกอบด้วย โรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลกลาง, โรงพยาบาลวชิระ, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย, โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลทหารผ่านศึก, โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, กรมแพทย์ทหารอากาศ, โรงพยาบาลราชวิถี, โรงพยาบาลสงฆ์, โรงพยาบาลตำรวจ, สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ, วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน, โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ, โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่, โรงพยาบาลน่าน, โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร, โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์, โรงพยาบาลยะลา, โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก, โรงพยาบาลท่าวังผา จังหวัดน่าน, โรงพยาบาลหัวหิน, โรงพยาบาลปัตตานี และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงพยาบาลทั้ง 27 แห่ง และผู้ป่วยทั่วประเทศที่จะได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยโรงพยาบาลที่ได้รับพระราชทานเงินมีหลายระดับ มีทั้งระดับโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลชุมชน ทั้งนี้ การซื้อเครื่องมือแพทย์จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูความต้องการของประชาชนเป็นหลัก โดยครุภัณฑ์ที่จัดซื้อ อาทิ เครื่องตรวจมะเร็งเต้านม เครื่องช่วยหายใจ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เครื่องดมยา เครื่องสวนหัวใจ เครื่องผ่าตัด เครื่องส่องกล้อง เทคโนโลยีชั้นสูงเกี่ยวกับการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียง เครื่องตรวจครรภ์มารดา เป็นต้น

รศ.นพ.ประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมิทราธิราช กล่าวว่า สำหรับ รพ.วชิรพยาบาล ได้รับพระราชทานเงิน จำนวน 80 ล้านบาทเศษ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งโรงพยาบาลจะนำไปจัดซื้อเรือกู้ภัย จำนวน 3 ลำ เพื่อนำมาทดแทนเรือ 3 ลำเดิม ที่มีอายุการใช้งานมากว่า 20 ปี นอกจากนี้ จะจัดซื้อรถพยาบาลอีก 2 คัน อีกทั้งจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์พื้นฐานและเฉพาะทาง อาทิ เครื่องตรวจอัลตราซาวด์ เครื่องช่วยหายใจ ระบบติดตามชีพจรและสัญญาณชีพ เป็นต้น

นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า สถาบันสุขภาพเด็กฯ ได้รับเงินพระราชทานจำนวน 83.4 ล้านบาท จากพระบรมราโชบายที่ให้นำเงินจำนวนนี้ได้จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการประชาชน จึงได้นำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ โดยจัดซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือสำหรับดูแลผู้ป่วยเด็กรวม 27 รายการ อาทิ เครื่องส่องกล้องผ่าตัดสมอง เครื่องส่องกล้องผ่าตัดช่องท้องเด็กที่ลำไส้อุดตัน เครื่องเอ็กซเรย์กระดูกสำหรับเด็ก เป็นต้น
“นอกจากนี้ ยังนำเงินส่วนหนึ่งไปจัดซื้อเครื่องพาสเจอร์ไรซ์นมแม่ เนื่องจากโรงพยาบาลมีโครงการธนาคารนมแม่เพื่อช่วยเหลือเด็ก ซึ่งจะเป็นเครื่องแรกของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขด้วย ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อีก เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องติดตามอาการ ตู้อบเด็ก ฯลฯ และเมื่อได้เครื่องมือเหล่านี้มาใช้จะทำให้สถาบันสุขภาพเด็กฯ เป็นศูนย์ดูแลสุขภาพเด็กแบบครบวงจรที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น” นพ.สมเกียรติกล่าว

ขณะที่โรงพยาบาลในภาคอีสาน นพ.กิติศักดิ์ ด่านวิบูลย์ โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร ซึ่งเป็นแห่งเดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับพระราชทานเงิน กล่าวด้วยความปีติว่า โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร ได้รับเงินพระราชทาน 80 ล้านบาท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณกับประชาชนชาวสกลนครและจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจากโรงพยาบาลศูนย์สกลนคร มีบทบาทเป็นทั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัด และโรงพยาบาลศูนย์ รับส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลขนาดเล็ก ของทั้งในจังหวัด 18 อำเภอ รวมทั้งจังหวัดบึงกาฬ แลจังหวัดนครพนม อีกหลายสิบอำเภอ
“โรงพยาบาลได้รับการอัพเกรดให้เป็นโรงพยาบาลศูนย์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในเรื่องระบบโครงสร้าง เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งงบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอในการพัฒนา อีกทั้งเราเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายหลัก ในการรับส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเล็กทั้งใน จ.สกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ทำให้เราซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดียวในภาคอีสานที่ได้รับเงินพระราชทาน สามารถจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ได้ ขณะนี้ทำการจัดซื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการส่งมอบของ ก็จะนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ทันที เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
การดำเนินงานต่างๆ ดำเนินการอย่างทันท่วงที เพื่อสนองพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชดำริกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั้ง 27 แห่ง ในวันที่เข้าเฝ้าฯ รับเงินพระราชทานว่า “ให้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์โดยเร็วที่สุดกับประชาชน”
สำหรับเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทำการจัดซื้อครั้งนี้ มีประมาณ 18-19 รายการ โดยเป็นเครื่องมือระดับสูงที่มีความต้องการในการรักษา อาทิ เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจ, เครื่องช่วยหายใจสาหรับเด็ก, เครื่องตรวจอวัยวะภายในด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง, เครื่องจี้ ห้ามเลือดไฟฟ้าเชื่อมติดหลอดเลือดและเนื้อเยื่อ เป็นต้น
“พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับโอกาส มีเครื่องมือในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง อีกทั้งยังได้มีโอกาสในการได้รับบริการที่ใกล้บ้าน นับเป็นพระเมตตาอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญ เพราะภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันรุ่งขึ้น ในวันที่ 7 พฤษภาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะผู้บริหารโรงพยาบาลทั้ง 27 แห่งทั่วประเทศ เข้าเฝ้าฯ นับเป็นหมายกำหนดการแรกที่พระองค์พระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ หลังพระราชพิธี ซึ่งทางโรงพยาบาลจะนำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เจ็บป่วยและขาดแคลนเพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นต่อไป” นพ.กิติศักดิ์กล่าว
มิใช่เพียงพี่น้องประชาชนผู้เจ็บป่วย ในฐานะทรงเป็น “องค์อัครศาสนูปถัมภก” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินเพื่อพระภิกษุสงฆ์ทั่วประเทศ ที่เดินทางมารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาลสงฆ์ด้วย

นายแพทย์ชํานิ จิตตรีประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลสงฆ์ไม่เหมือนโรงพยาบาลไหนในประเทศไทย เพราะทำการรักษาพระสงฆ์โดยไม่เก็บเงิน ไม่ว่าพระสงฆ์จะมาจากที่ไหนในประเทศไทย ถ้าเป็นพระสงฆ์ที่มีใบสุทธิถูกต้อง โรงพยาบาลรักษาให้ฟรีทั้งหมดทั่วประเทศ ดังนั้น โรงพยาบาลจึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ปีละประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี เป็นงบประมาณรัฐ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา
“โรงพยาบาลใช้อุปกรณ์อย่างดีในการรักษาพระสงฆ์ เช่น รากฟันเทียม, เลนส์แก้วตาเทียม, ข้อเข่าเทียม ที่พระสงฆ์สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสามารถขัดนั่งสมาธิ หรือนั่งพับเพียบได้ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการอุปัฏฐาก (ผู้อุปถัมภ์บํารุงพระภิกษุ) พระสงฆ์ในด้านอื่นๆ เช่น ถ้าพระสงฆ์เดินทางมาโรงพยาบาลแต่เช้า ก็จะนิมนต์ฉันเช้า รวมถึงฉันเพลที่โรงพยาบาล รวมถึงถวายสิ่งของจำเป็นที่พระสงฆ์ต้องนำไปใช้เมื่อกลับไปวัดด้วย แม้เราจะได้งบจากรัฐแต่ก็มีจำกัด เพราะต้องเฉลี่ยอีกหลายร้อยโรงพยาบาล หรือมีเงินบริจาคจากประชาชน แต่ก็ไม่เพียงพอในการนำไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ใหม่ ทำให้เราไม่มีโอกาสใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีราคาสูง”
และเมื่อได้รับพระราชทานเงินจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นจำนวน 8.9 ล้านบาท ทำให้สิ่งที่ต้องรอนานถึง 2 ปี กลับสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาไม่นาน
“จริงๆ ถ้าทำตามระบบงบประมาณ อีก 2 ปีถึงได้รับ แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ตอนนี้โรงพยาบาลสงฆ์ได้จัดซื้อเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ครบแล้ว โดยเป็นเครื่องมือแพทย์ 5 ชิ้น ที่สามารถจัดซื้อได้ในราคาพิเศษ ทำให้ประหยัดไปได้ล้านกว่าบาท โดยทางโรงพยาบาลได้นำเรื่องขึ้นเรียนทางกองงานส่วนพระองค์ ซึ่งได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล พระองค์ทรงมีพระราชกระแสกลับมาว่า ไม่ต้องคืน แต่ให้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ทางโรงพยาบาลจึงนำเงินส่วนนี้ไปซื้อเครื่องมือเล็กๆ อีก 9 ชิ้น ส่วนใหญ่เกี่ยวกับอุปกรณ์ผ่าตัด”
เครื่องมือเหล่านี้ โรงพยาบาลนำมาพัฒนาระบบการตรวจพิเศษ จัดทำเป็นศูนย์ส่องกล้อง ศูนย์ผ่าตัด ระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นการมาเติมเต็มเครื่องมือเก่าที่เป็นระบบอนาล็อก ที่ใช้มา 20 ปี
“เราใช้เครื่องมือใหม่และเก่าควบคู่กันไป เพราะเครื่องมือเก่ายังใช้ได้อยู่ เนื่องจากทีมผ่าตัดมีระบบการรักษาเครื่องมืออย่างดี และเมื่อของเก่ามารวมกับของใหม่ ทำให้ดูแลพระสงฆ์ได้ดีขึ้น การต่อคิวรักษาลดน้อยลง จากที่ต้องรอคิวเป็นสัปดาห์ ก็สามารถรักษาได้ทันที”
ขณะนี้โรงพยาบาลกำลังปรับปรุงห้องผ่าตัด และศูนย์ส่องกล้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2563 โดยทางโรงพยาบาลจะติดที่เครื่องมือว่าเป็น “เครื่องมือพระราชทาน” เพื่อให้พระสงฆ์และญาติโยมได้ประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณ
“พระสงฆ์หลายรูป เมื่อทราบว่าเครื่องมือที่ใช้ทำการรักษา เป็นเครื่องมือพระราชทาน ท่านก็ได้อนุโมทนาบุญถวายแด่องค์ศาสนูปถัมภก ในหลวง รัชกาลที่ 10”
จากน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมีพระเมตตาต่อผู้เจ็บไข้ได้ป่วยทั่วประเทศ นพ.ชำนิ กล่าวด้วยความปีติว่า มิใช่เพียงประชาชนเท่านั้นที่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ หากยังได้นำมาซึ่งกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน ที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นการทำงาน พระราชทานกำลังทรัพย์มาช่วยเหลือ
“วัฒนธรรมขององค์กรเราคือ การมาทำงาน คือ การทำบุญ พระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ พระองค์ทรงนำ พวกเราตาม การพระราชทานทรัพย์อย่างนี้ เหมือนทรงชี้แนะแนวทางให้พวกเราตามพระองค์ในการอุปปัฏฐากพระสงฆ์”
เนื่องในมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมการแพทย์ ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกรมการแพทย์ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจสุขภาพให้องค์ความรู้แก่พระสงฆ์และประชาชนในชุมชนรอบศาสนสถานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลงตรวจสุขภาพพระสงฆ์ 169 วัด ตลอดช่วงเข้าพรรษา โดยโรงพยาบาลสงฆ์ ได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่ 12 วัด ลงตรวจสุขภาพและทำกิจกรรมจิตอาสาวัดแรกที่วัดเบญจมบพิตร
“เราเข้าไปตรวจสุขภาพพระสงฆ์ ปรับปรุงสุขภาวะในวัด เป็นงานจิตอาสาของเราชาวกรมการแพทย์ ที่เราดำเนินรอยตามงานจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”
สุดท้าย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ นพ.ชำนิกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมนำพระบรมราโชบายต่างๆ ที่พระองค์พระราชทานมา เช่น จิตอาสา ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ ให้เราทำดีด้วยหัวใจ เราจะทำความดีจากใจของเรา นี่ก็เป็นกำลังใจ ทำให้ตอกย้ำความเข้มแข็งของการปฏิบัติงาน เป็นข้าราชการตอบสนองพระบรมราโชบายต่อไป
พระมหากรุณาธิคุณเพื่ออาณาราษฎร

