ดั่งแสงสว่าง ‘เยาวชนยากไร้’ นร.ทุนพระราชทาน ‘ในหลวง’ สานฝันการศึกษา สร้างชีวิตมั่นคง

30.07.20 | 11:17 น.

ดั่งแสงสว่าง ‘เยาวชนยากไร้’ นร.ทุนพระราชทาน ‘ในหลวง’ สานฝันการศึกษา สร้างชีวิตมั่นคง

“เรียนดี ความรู้ดี การงานดี ชีวิตสดใส ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่นักเรียนทุนพระราชทาน “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” ทุกคนต่างน้อมนำและยึดมั่นเป็นเป้าหมายในการดำรงตน


สำหรับโครงการทุนการศึกษาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 ขณะยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมีรับสั่งให้นำพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามพระราชปณิธานที่มุ่งสร้างความรู้ และสร้างโอกาสให้แก่เยาวชนไทยที่ประพฤติปฏิบัติดี ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีตามความสามารถของแต่ละคน

กระทั่งปี 2553 มีพระราชดำริให้จัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ขึ้น และทรงเป็นประธานกรรมการด้วยพระองค์เอง

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใส่พระราชหฤทัยพระราชทานหลักการจัดสรรทุนให้มีการกระจายไปยังทุกจังหวัด โดยทรงเน้นย้ำไว้ตอนหนึ่งว่า

Advertisement

“…เมื่อทำโครงการมาแล้ว จำเป็นต้องศึกษา ติดตาม และพัฒนาแผนในการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง การทำงานที่ได้ผล ต้องศึกษาข้อมูล มีการปรับแผนให้ทันสมัย และมีความใส่ใจที่จะทำงานต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ จนถึงปัจจุบันมีนักเรียนทุนพระราชทานแล้วทั้งหมด 11 รุ่น จากทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวม 1,764 ราย

และเพื่อรับรู้ เข้าใจถึงแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มากขึ้น สถาบันการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้จัดกิจกรรมพบนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ที่จังหวัดราชบุรี

นักเรียนทุนพระราชทานรุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 11

นิคม แก้วเจิม หรือ ครูนิคม อายุ 26 ปี นักเรียนทุนพระราชทานฯ รุ่นที่ 1 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันรับราชการครูรายวิชาวิทยาศาสตร์และวิทยาการคำนวณ โรงเรียนปากท่อพิทยาคม จ.ราชบุรี เผยว่า ตั้งแต่เด็กไม่เคยได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัวกับพ่อและแม่ เพราะทั้งสองคนต้องออกไปรับจ้างตามไซต์งานก่อสร้างซึ่งหมุนเวียนไปเรื่อยๆ จึงเติบโตมาโดยมีตายายเลี้ยงดูอย่างยากลำบาก กระทั่งครอบครัวตัดสินใจปักหลักที่หัวหินจึงรับตนไปอยู่ด้วย แต่ก็เกือบต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน เมื่อมีน้องชายเพิ่มขึ้นมาอีก 2 คน จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ด้วยความเป็นคนรักเรียนและหัวดี นิคมไม่อยากเลิกเรียนแต่ก็เข้าใจสภาพครอบครัว ทั้งนี้น้องชายคนกลางยังยอมที่จะไม่เรียนเพื่อให้เขามีโอกาสได้เรียนต่อ

“ตอนที่รู้ว่าผมได้รับทุนพระราชทานของในหลวง คิดว่าเป็นความฝัน เพราะตอนนั้นก็ทำใจแล้วว่าอาจจะมีคนที่เหมาะสมกว่า แต่พอได้จริงๆ เหมือนเส้นทางอนาคตของผมชัดเจนขึ้นในทันที เป็นเหมือนแสงสว่างที่มาต่อชีวิต เพราะถ้าไม่มีทุนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าชีวิตตอนนี้จะเป็นยังไง

จากอยู่ในไซต์งานก่อสร้างตอนนี้ผมก็สามารถที่จะสร้างบ้านหลังเล็กๆ ให้ครอบครัวได้แล้ว สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีพระเมตตากับเด็กคนหนึ่งที่อนาคตไม่แน่นอนในวันนั้น” ครูนิคมกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ และย้ำถึง “ปณิธาน” อันแน่วแน่ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นักเรียนทุนจะต้องมี ว่า

“ปณิธานที่ผมตั้งไว้ ในฐานะนักเรียนทุนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณคือ การเป็นผู้ให้ จึงเลือกที่จะเป็นครู เพราะอยากมอบโอกาสให้กับเด็กนักเรียนที่ต้องการโอกาสเหมือนผมในตอนนั้น สิ่งที่ผมมีอาจจะไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นความรู้หรือความสามารถที่ผมจะใช้สนับสนุนเด็กๆ ต่อไปได้” ครูนิคมกล่าวอย่างแน่วแน่

นิคม แก้วเจิม

ด้านนักเรียนทุนพระราชทานฯ รุ่นล่าสุด หรือรุ่นที่ 11 จ.ราชบุรี สุภัทชา รอดเทศ หรือ กระแต อายุ 16 ปี ชั้น ม.5 โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม จ.ราชบุรี ก็เป็นอีกหนึ่งรายที่ผลการเรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนโอกาส

สุภัทชาเล่าว่า ทุกวันพ่อกับแม่จะต้องผลัดกันรับ-ส่งเธอไปโรงเรียนด้วยระยะทางไปกลับกว่า 28 กิโลเมตร ครอบครัวมีฐานะยากจน ซึ่งพ่อยังมีโรคประจำตัวทำให้ทำงานหนักไม่ได้ แม่จึงต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น

“พ่อกับแม่ไม่เคยพูดว่าส่งกระแตเรียนไม่ไหว หรือขอให้หยุดเรียน แต่ทั้งสองพูดกับหนูว่าจะพยายามให้ดีที่สุดให้ลูกได้เรียนต่อ” สุภัทชาเล่าเสียงเครือ


ทั้งนี้ ด้วยปณิธานแน่วแน่และความมุ่งมั่นที่ต้องการโอกาส สุภัทชาผ่านการคัดเลือกได้รับทุนพระราชทานในที่สุด ทำให้เธอมีโอกาสได้เข้ารับพระราชทานทุนการศึกษาจากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและปลื้มปีติมากๆ ตอนนั้นหนูตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจ เพราะเกินฝันไปมากๆ ที่ผ่านมาหนูมีรุ่นพี่ในโรงเรียนที่เป็นนักเรียนทุนพระราชทานเป็นไอดอลมาโดยตลอด พอได้รับเลือกจึงรู้สึกดีใจมาก และตั้งมั่นไว้ว่าจะพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สมกับที่เป็นนักเรียนทุนพระราชทาน” สุภัทชาเล่าด้วยรอยยิ้ม

ทั้งยังเผยปณิธานและเป้าหมายในชีวิตว่า อยากจะเป็น “นักส่งเสริมวิชาการเกษตร” ซึ่งมีหน้าที่คอยให้ความรู้ด้านการเกษตร ด้วยเชื่อว่าเกษตรกรส่วนมากยังขาดความรู้ที่ถูกต้อง ประกอบกับในฐานะลูกสาวเกษตรกร เธออยากเห็นเกษตรกรทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้รับการสนับสนุน ลืมตาอ้าปากได้ และที่สำคัญคือสามารถพึ่งพาตัวเองได้

สำหรับปีการศึกษา 2563 นักเรียนทุนพระราชทานฯ รุ่นที่ 12 อยู่ระหว่างการคัดเลือก คัดสรร กลั่นกรอง และสอบทาน โดยจะต้องเป็นผู้มีผลการเรียนดี มีคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 ขยันหมั่นเพียร ประพฤติดี มีคุณธรรม มีความมุ่งมั่นและแน่วแน่ที่จะเรียนอย่างต่อเนื่องจนจบหลักสูตร รวมทั้งมีความใฝ่ฝันและมีเป้าหมายอาชีพการงานที่ปรารถนาในอนาคตชัดเจน

สุภัทชา รอดเทศ