เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานกำลังใจ โอกาสผู้ต้องขัง เรือนจำน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

9.09.20 | 10:53 น.

เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานกำลังใจ โอกาสผู้ต้องขัง เรือนจำน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง

ด้วยทรงเชื่อว่า “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” หากได้น้อมนำมาปลูกฝังในผู้ต้องขังก่อนได้รับอิสรภาพ นอกจากจะช่วยลดการกระทำผิดซ้ำแล้ว ยังทำให้เขาสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้ และมีความพร้อมอยู่ร่วมกับสังคม

เป็นที่มาของพระดำริ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการนำร่องเรือนจำ 5 แห่ง เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 หนึ่งในนั้นคือ เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท

การนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จไปทรงเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต และทรงติดตามการดำเนินงานตามโครงการกำลังใจ ในพระดำริฯ

ซึ่งมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พร้อมด้วยผู้บริหารและข้าราชการ ยธ. และหน่วยงานท้องถิ่น เฝ้ารับเสด็จ ณ เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จังหวัดชัยนาท


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงกดปุ่มเปิดแพรคลุมป้ายเปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต จากนั้นทอดพระเนตรภายในศูนย์แล้วเสด็จไปยังโครงการ 1 ไร่พอเพียง ทอดพระเนตรการเพาะปลูกพืชต่างๆ ซึ่งนำเสนอแนวทางการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการทำเกษตรผสมผสานที่แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ได้แก่

Advertisement

1.ขุดสระเก็บกักน้ำ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี และสามารถเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง เป็นต้น เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน

2.ปลูกข้าว ร้อยละ 30 ของพื้นที่ เพื่อบริโภคในครัวเรือน ไม่ต้องหาซื้อกิน ลดค่าใช้จ่ายได้

3.ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ปลูกแบบผสมผสานหลากหลาย เพื่อไว้บริโภคภายในครัวเรือน เหลือก็นำไปขายได้

และ 4.เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ เช่น โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ถนน

“ถ้าน้ำดี ก็สามารถปลูกพืชผักที่สร้างความสวยงาม สร้ายรายได้ที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้มีพื้นที่แค่ 1 ไร่ ก็สามารถบริหารจัดการได้ หรือมีพื้นที่มากกว่า ก็ทำได้” ทรงมีรับสั่งกับคณะที่ตามเสด็จ

ต่อมา เสด็จเปิดห้องสมุดพอเพียง ซึ่งภายในมีหนังสือสอนเรื่องการเริ่มต้นทำธุรกิจให้กับผู้ต้องขังได้อ่าน อีกทั้งยังมีเกมการแข่งขันทำธุรกิจเสมือนจริงให้ผู้ต้องขังได้ทดลองทำธุรกิจ อาทิ ผลประกอบการขาดทุน เกิดจากอะไร จะแก้ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้จะทราบได้จากการทำบัญชีรายรับรายจ่าย โอกาสนี้ ทรงแนะนำให้ผู้ต้องขังเล่นอย่างสนุก นำความรู้ ความคิดกลับไปใช้เมื่อพ้นโทษ

ก่อนทอดพระเนตรฐานการเรียนรู้ต่างๆ ที่เปิดให้ผู้ต้องขังในโครงการกำลังใจฯ ได้ศึกษา อาทิ การเลี้ยงไหม จิ้งหรีด ไก่ชน ไก่ไข่ โค แพะ เห็ด ทอดพระเนตรบ้านพักคู่ชีวิต ที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ทดลองใช้ชีวิตกับคนในครอบครัว 1 คืน อาทิ พ่อแม่ลูก สามีภรรยา คู่ชีวิต เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ผู้ต้องขังกับโลกภายนอก

และเสด็จไปยังศาลาอเนกประสงค์ ประทับพระเก้าอี้ และทรงรับฟังผู้ต้องขังที่พ้นโทษต้นแบบ ถ่ายทอดประสบการณ์ภายหลังกลับสู่สังคม ท่ามกลางผู้ต้องขังที่มาเฝ้ารับเสด็จและรับฟังด้วย

โอกาสนี้ ทรงมีพระปฏิสันถารกับผู้ต้องขัง ความตอนหนึ่งว่า จริงๆ ทุกคนมีโอกาสเหมือนคนต้นแบบ อยากให้ทุกคนไปดูว่าได้เรียนรู้อะไร ออกไปจะทำอะไร ทุกคนมีศักยภาพ หากได้ทำจิตใจให้เข้มแข็ง อีกทั้งมีเพื่อนรวมถึงญาติพ่อแม่ที่ดี ก็จะมีกำลังใจต่อไปได้ในชีวิต ก็ขอให้ทุกคนโชคดี จากนั้นเสด็จไปยังเรือนจำจังหวัดชัยนาท และเสด็จกลับ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยธ. กล่าวว่า ผลการดำเนินการพบว่า ผู้ผ่านโครงการกำลังใจฯ ในเรือนจำชั่วคราว 5 แห่ง กระทำผิดซ้ำเพียงร้อยละ 5 โดยผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกไปแล้ว สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพทางการเกษตร และยังสามารถเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่องทางการเกษตร รวมทั้งประกอบอาชีพอื่นๆ แต่มีฐานคิดอยู่บนความพอเพียง ปัจจุบันโครงการกำลังใจฯ ได้อบรมผู้ต้องขังเป็นรุ่นที่ 12 แล้ว มีจำนวน 146 คน

ด้าน นายอัศวิน กาบแก้ว อายุ 41 ปี อดีตผู้ต้องขังในโครงการกำลังใจฯ ซึ่งมาเป็นคนต้นแบบ เล่าประสบการณ์ว่า ผมได้เรียนรู้หลายอย่างในโครงการกำลังใจฯ อย่างที่นำไปใช้และทำเป็นอาชีพคือ เพาะเห็ดขาย ตอนแรกที่ออกไปก็รวมกลุ่มญาติ โดยได้ทุนประกอบอาชีพจากกรมราชทัณฑ์ มีความเชี่ยวชาญจนปัจจุบันเป็นวิทยากรสอนเรื่องนี้ เช่น เป็นวิทยากรพิเศษสอนนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปัจจุบันยังทำน้ำสมุนไพรไม่มีส่วนผสมน้ำตาล แบรนด์ราคาสมุนไพรขายอีกด้วย

อัศวินและเพื่อนๆ คนต้นแบบเผชิญชะตากรรมเดียวกันคือ ไปสมัครงานรับเข้าทำงาน แต่ต้องตกงานทันทีเมื่อผลตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบประวัติ แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ ยืนหยัดต่อสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง เช่นเดียวกับ นายสุรวัจน์ ยุพรภักดีโรจน์ อายุ 36 ปี อีกคนต้นแบบ ที่ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่มีใครรับ อาศัยรับจ้าง อดออม และลงทุนกับการซื้อแพะ จากเริ่มต้น 4 ตัวเป็น 180 กว่าตัวใน 2 ปี

นายสุรวัจน์เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำฟาร์มแพะจริงจัง ผมทำมาทุกอย่าง ล้มลุกคลุกคลาน โชคดีว่าตอนที่ยังทำงานประจำได้สังเกตเห็นแพะในงานกาชาด คิดว่าวันหนึ่งต้องเป็นสัตว์เศรษฐกิจแน่ๆ จึงค่อยๆ ซื้อเลี้ยงไว้ วันหนึ่งพอตกงานเพราะองค์กรที่ทำตรวจเจอประวัติอาชญากรรม ตอนนั้นผมก็มีแพะ 180 ตัวแล้ว จึงหันมาทำฟาร์มแพะจริงจัง ควบคู่กับเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหลากหลาย เลี้ยงสัตว์ และใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ปัจจุบันนอกจากมีรายได้มั่นคงแล้ว ผมยังเป็นพี่เลี้ยงคอยส่งเสริมผู้พ้นโทษรุ่นน้องๆ และประชาชน ให้มาประกอบอาชีพฟาร์มแพะอีกด้วย

ส่วน นายมีชัย บัวเถื่อน อายุ 37 ปี คนต้นแบบ ก็ไม่น้อยหน้า นอกจากอาชีพเลี้ยงโคนมที่ไปต่อยอดสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้ตัวเองและคนในครอบครัวแล้ว เขายังเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ เพราะศึกษาจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ในเรือนจำอีกด้วย

“ผมได้กำลังใจจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และตัวเอง ที่คิดในแง่บวก มันอาจยากหน่อยกับชีวิต แต่ก็ปรับตัว และพยายามเรียนรู้อยู่ตลอด” นายมีชัยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

คนต้นแบบ สุรวัจน์-อัศวิน-มีชัย-จอนนี่
บ้านพักคู่ชีวิต
ภายในบ้านพักคู่ชีวิต