ปีติ ‘ในหลวง’ ทรงสร้างมิติใหม่ สถาบันเบื้องสูง

1.01.21 | 18:46 น.

ปี 2563 ในแง่หนึ่งนับเป็นปีแห่งความพิเศษสุด ที่สร้างความ “ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น” ให้กับคนไทยทั้งประเทศ

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง “ที่สุดแห่งปี 2563” ในด้านต่างๆ โดยเป็นการสำรวจความคิดเห็นทางออนไลน์จากประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 8,085 คน ระหว่างวันที่ 26-30 ธันวาคม 2563 โดยสรุปผล

“ความสุขพิเศษของคนไทยปี 2563 คือ ในหลวง-พระราชินี-พระบรมวงศานุวงศ์ มีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด”

เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เป็นกระแสฮือฮาไปทั่วประเทศ เมื่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับแนวปฏิบัติ เสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนอย่างใกล้ชิด และทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนเฝ้าฯ ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ชนิดสัมผัสถึงพระวรกายของพระองค์ พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์

ส่งผลให้เป็นมิติใหม่ และภาพลักษณ์ใหม่ ระหว่างสถาบันเบื้องสูงกับประชาชน เป็นที่กล่าวขวัญอย่างชื่นชมในแวดวงต่างๆ ในขณะนี้

Advertisement

ครั้งแรกทรงทักทายใกล้ชิด

ครั้งแรกที่คนไทยได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด เป็นภาพอันสุดแสนประทับใจ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคล้องแขนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ภายหลังพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พุทธศักราช 2562 บริเวณด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563

ภาพในหลวง พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงแย้มพระสรวล โบกพระหัตถ์ ทรงพระดำเนินเข้าไปหาประชาชนอย่างใกล้ชิด และทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างเป็นกันเอง ทำให้ประชาชนที่มาเฝ้าฯรับเสด็จ กล้าที่จะเข้าไปกราบแทบพระบาท บางคนขอจับพระหัตถ์ ซึ่งก็ได้ทรงให้จับพระหัตถ์

ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ภาพนี้ส่งผ่านไปสู่สายตาคนไทยทั่วประเทศ ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สื่อโซเชียล ทั้งภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ

ทรงให้เซลฟี่-พสกนิกรชูป้ายไฟ

ภายหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน วันปิยมหาราช พุทธศักราช 2563 วันที่ 23 ธันวาคม 2563 ในหลวง พระราชินี ทรงนำพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชนใกล้ชิดเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนี้มีประชาชนชาวไทยหลั่งไหลมารับเสด็จอย่างล้นหลาม

คนไทยทั้งประเทศได้เห็นมิติใหม่ของการรับเสด็จ ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ประชาชนสวมเสื้อเหลือง คนรุ่นเก่าก็โบกธง สวมที่คาดผมทรงพระเจริญ เรารักในหลวง ชูป้ายถวายพระพร ส่วนรุ่นใหม่มีป้ายไฟ เรารักในหลวง เรารักพระราชินี เรารักราชวงศ์จักรี ในหลวงสู้สู้ ฯลฯ มาชูถวายพระพร

บางคนใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ไอแพด เขียนข้อความเป็นตัววิ่งคำว่า ทรงพระเจริญ ร่วมถวายพระพร

ในหลวง พระราชินี ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์กับนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนวัดราชบพิธ หลังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากเพจเฟซบุ๊ก เด็กราชบพิธ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน

ในหลวง พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระดำเนินเข้าหาประชาชนด้วยพระองค์เองอย่างทั่วถึง ทรงมีพระราชปฏิสันถารอย่างเป็นกันเอง ในหลวงรับสั่งลงท้ายประโยคด้วยคำว่า “ครับ” กับประชาชน พระราชินีรับสั่งลงท้ายว่า “คะ ค่ะ นะคะ” กับพสกนิกร ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้ยิ่งรักยิ่งเลิฟเข้าไปอีก

ทุกพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ให้จับอย่างไม่ถือพระองค์ และสุดเซอร์ไพรส์ เมื่อพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเซลฟี่ด้วย รวมถึงถ่ายรูปด้วยอย่างเป็นกันเอง

ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จิตอาสา หรือเจ้าหน้าที่วัง มาคอยกันให้อยู่ห่างๆ ไม่มีแผงรั้วมาปิดกั้น หรืออยู่ในระเบียบเข้มงวดที่ทำให้ดูอึดอัด

เป็นบรรยากาศสุดพิเศษที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นระหว่างพระราชากับประชาชนอีกต่อไป

ทรงให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติ

ในวันนี้เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งกับชายผู้ชูพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ไว้เหนือหัวระหว่างการชุมนุมของกลุ่มราษฎรว่า “กล้ามาก เก่งมาก ขอบใจมาก” และยิ่งเซอร์ไพรส์เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยพระราชทานสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศที่มีการเผยแพร่ไปทั่วประเทศไทยและทั่วโลก

“โจนาทาน มิลเลอร์” ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นและสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ของอังกฤษ ที่ปักหลักในกลุ่มผู้เข้าเฝ้าฯ ทูลถามเป็นภาษาอังกฤษความว่า “Your Majesty, sir, these people love you. But what do you say to the protesters who’ve been on the streets who want reform?” แปลว่า “ในหลวงครับ ประชาชนกลุ่มนี้รักท่าน แต่ท่านอยากจะบอกอะไรต่อผู้ชุมนุม ที่ปักหลักอยู่บนถนน และต้องการปฏิรูป?”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งตอบเป็นภาษาอังกฤษความว่า “I have no comment …We love them all the same. We love them all the same. We love them all the same.” แปลว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความคิดเห็น เรารักเขาทุกคนเหมือนกัน เรารักเขาทุกคนเหมือนกัน เรารักเขาทุกคนเหมือนกัน”

นักข่าวคนดังกล่าวยังทูลถามอีกว่า “Is there any room for compromise, sir?” แปลว่า “จะมีพื้นที่สำหรับการประนีประนอมไหมครับท่าน?”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งตอบว่า “Thailand is the land of compromise.” แปลว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม”

ภาพข่าวพระราชดำรัสตอบนายมิลเลอร์ ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลก

ทรงมอบลายเซ็น-ราชหัตถเลขา

ภายหลังพระราชจริยาวัตรดังกล่าว ในโลกโซเชียลมีการตั้งเพจเกี่ยวกับราชวงศ์ขึ้นมาเพื่ออัพเดตความเคลื่อนไหวต่างๆ ของทั้งในหลวง พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่มีทั้งพระราชกรณียกิจ หมายกำหนดการ ภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ คลิปมีรับสั่งกับประชาชน คลิปประทับใจต่างๆ มีพสกนิกรที่เป็นเสมือนเอฟซีเข้ามากดไลค์กดแชร์เป็นหมื่นเป็นแสนครั้ง

ในระยะหลัง ไม่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ไป ณ ที่แห่งใด ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ประชาชนจะเฝ้ารอคอยช่วงเวลาเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจที่เป็นพิธีการทางการ

ทั้งสองพระองค์จะทรงเคียงคู่เสด็จฯไปทรงเยี่ยมประชาชน แย้มพระสรวล โบกพระหัตถ์ทักทายอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง ประชาชนที่นั่งอยู่แถวหน้านำผ้ามาปูวางไว้ด้านหน้าเพื่อให้ในหลวงและพระราชินีประทับรอยพระบาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอักษรพระราชทานลายพระหัตถ์ หรือพระราชดำรัสอันเป็นข้อคิดคติเตือนใจให้กับประชาชนที่นำพระบรมฉายาลักษณ์ และปากกา ติดตัวไปด้วย เพื่อจะได้ลายพระหัตถ์ในหลวงและพระราชินี กลับมาบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล

อาทิ ชาติไทย คนไทยแสนวิเศษ มีวัฒนธรรม มีน้ำใจ ความเป็นไทยคือความรัก ความอบอุ่น มาจากการตั้งใจทำดี มีความรักและเมตตา สามัคคี ทำในสิ่งที่ถูก มีธรรมะ ทำถูกทำดี ไม่คิดร้ายหรือใจร้าย มีความนับถือในความจริง + ความดี, ใจเมตตา นึกถึงชาติ + ส่วนรวม รักซึ่งกันและกัน แก้ไขเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อความสุข + มั่นใจ ของชาติ ประชาชน, ขอบใจในความรัก ขอบใจที่รักชาติ ขอบใจที่ทำดี ขอให้เจริญๆ

มีประชาชนมากมายได้รับพระเมตตา นำลายพระหัตถ์ไปใส่กรอบรูปเก็บรักษาหรือนำขึ้นหิ้งบูชาสูงสุดในชีวิต

ทรงเปิดพระทัยข่าวโซเชียลมีเดีย

นอกจากทรงมอบลายพระหัตถ์ ให้เข้าเฝ้าฯ เซลฟี่ใกล้ชิดแล้ว ครั้งหนึ่งยังทรงมีพระราชดำรัสอย่างเป็นกันเองกับเยาวชนจิตอาสา ที่ทรงแบ่งปันถึงชีวิตวัยเยาว์ของพระองค์ และทรงเปิดพระทัยต่อเหตุการณ์หลายอย่างๆ ที่เกิดขึ้น

เมื่อเยาวชนถามพระองค์ว่า “ในหลวงทรงงานเพื่อประชาชนตั้งมากมาย มีความท้อมีความเหนื่อยไหม” ในหลวงรับสั่งว่า

“ก็เหมือนมนุษย์ทั่วไปบางวันก็ท้อ บางวันก็เสียใจ บางวันก็แทบจะไม่อยากต่อสู้กับความไม่ดี แต่ก็เป็นของธรรมดา เราก็ต้องรู้ว่ากำลังใจไม่ได้มาจากเวลาที่เราแข็งแรงที่สุด กำลังใจ ความมั่นใจ มาจากสิ่งที่ได้รับการอบรม โดยความเชื่อที่ถูกต้อง เวลาท้อก็ต้องเอาเหตุผลขึ้นมาพิจารณา เอาอุดมการณ์ขึ้นมาพิจารณา แล้วก็ทำต่อไป ไม่มีใครไม่มีความท้อ แต่อย่าให้ความท้อนั้นเป็นมารดึงเราลงไปได้ มันต้องท้อ มันต้องเบื่อ มันต้องเครียด มันต้องเสียใจ เป็นของธรรมดา แต่เมื่อมีอุดมการณ์ มีความรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง มีความรู้แจ่มแจ้งในความจริง ความรู้เรื่องสำนึกในหน้าที่เราก็ไปได้ ไม่มีใครบอกว่า แฮปปี้ มีความสุขตลอด มันก็ต้องมีความท้อ ก็ไม่ต้องให้ความท้อมาเป็นนายบั่นทอนเราได้”

ยังทรงตอบคำถามเยาวชนที่ทรงให้ถ่ายภาพเซลฟี่ด้วย ซึ่งเยาวชนคนดังกล่าวทูลว่า โตมาในยุคโซเชียลก็มีข่าวใส่ร้ายพระองค์มากเหลือเกิน

ในหลวงทรงเปิดพระทัยว่า “ข่าวดีก็มี ได้ข่าวไม่ดีก็มีได้ พวกเราต้องไปแยกแยะกันเองว่า อะไรเป็นข่าวดี หรือข่าวไม่ดี ไอ้เราก็ไม่ได้เคยโฆษณาตัวเองว่าดีหรือไม่ดี มันก็อยู่ที่พวกเราทุกคนตัดสินเอาเอง แต่สิ่งที่ขอก็คือ ขอให้เราชั่งใจให้ดีเป็นใช้ได้ ได้รับข่าวดีก็ต้องถามว่าอะไรมันดี ข่าวลบ มันไม่ดีก็ต้องดูว่ามันจริงหรือไม่ ก็เป็นของธรรมดา ตั้งแต่สมัยเป็นสมเด็จพระบรมฯ มา ก็มีข่าวไม่ดี แม้แต่เป็นใครก็ต้องพูดดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นของธรรมดา เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองในเรื่องใดๆ ทั้งนั้น ก็คนที่อยู่ก็เป็นคนตัดสินพิสูจน์เอาเองว่าเราดีหรือไม่ดี เด็กรุ่นใหม่ๆ ก็ดูเอาเอง แต่ขอให้เราเป็นเด็กดี เป็นคนดีเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็สบายใจแล้ว”

ถือเป็นมิติใหม่ของสถาบันเบื้องสูงของประเทศ ที่ปรับตัวตอบรับความจงรักภักดีและความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันอย่างรวดเร็ว