เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตร ‘ซากโครงกระดูกวาฬโอมูระ’ ทรงค้นพบขณะดำน้ำ เกาะห้าลากูน

5.01.21 | 14:01 น.
ภาพ HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทอดพระเนตร ‘ซากโครงกระดูกวาฬโอมูระ’ ทรงค้นพบขณะดำน้ำ เกาะห้าลากูน

เมื่อวันที่ 5 มกราคม เพจ HRH Princess Sirivannavari Nariratana Rajakanya โพสต์ข้อความระบุว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ภูเก็ต สังกัดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งจัดแสดง และเผยเเพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์น้ำใต้ท้องทะเลไทย รวมถึงแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก เช่น วาฬ โลมา พะยูนและเต่าทะเล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก

ขณะที่ภายในอาคารมีส่วนจัดเเสดง “ซากโครงกระดูกของปลาวาฬโอมูระ” ที่เมื่อครั้ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงดำน้ำพบซากวาฬจมอยู่ในความลึกประมาณ 30 เมตร บริเวณเกาะห้าลากูน จังหวัดกระบี่ พ.ศ.2561 ครานั้น พระองค์ทรงมีพระดำริให้กู้ซากวาฬขึ้นมาเพื่อจัดเเสดงให้เป็นประโยชน์เเก่ประชาชน

โดยมีรูปแบบการจัดเเสดงภาพมัลติมีเดีย เรื่อง “วาฬโอมูระ” ที่มีลักษณะสำคัญตรงแผ่นซี่กรองในการกรองกินแพลงค์ตอน เช่น เคย รวมทั้งปลาขนาดเล็ก เช่น ปลากะตัก เป็นอาหาร มูลของวาฬจึงอุดมไปด้วยไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่สำคัญและจำเป็นต่อไปให้แพลงค์ตอนผู้ผลิตขั้นต้นของห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทางทะเล

สำหรับ “ซากวาฬ” ถึงแม้จากโลกไปแล้วก็ยังมีประโยชน์ นอกจากเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ก้นทะเลแล้ว ยังเป็นแหล่งผลิตคาร์บอน ที่มากถึง 190,000 ตัน แต่คาร์บอนนี้จะถูกกักเก็บไว้ใต้ทะเลลึก ไม่ปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ เหมือนอย่างควันไอเสียรถยนต์ โดยจะกลายเป็น อ่างคาร์บอน ที่ดักและกักเก็บคาร์บอนส่วนเกิน ชะลอการเกิดภาวะโลกร้อน สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชนทุกวัยที่เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะเกิดการกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลไทย

Advertisement

พร้อมเดียวกันนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปยังเกาะเฮ จังหวัดภูเก็ต ทรงปล่อยลูกเต่าทะเลที่ได้รับการอนุบาลจนมีอายุได้ประมาณ 6 เดือนกลับคืนสู่ธรรมชาติ

สำหรับ “เต่าทะเล” ปัจจุบันถูกจัดเป็นสัตว์ทะเลที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ชนิดหนึ่งโดยทั่วโลกกำลังตระหนัก ถึงการลดจำนวนลง และมีแนวโน้มว่าจะสูญพันธุ์ไปในไม่ช้า โดยเฉพาะเต่าทะเลในน่านน้ำไทย ซึ่งเหลือจำนวนน้อยมาก อันเนื่องมาจากปัจจัยทั้งโดยธรรมชาติและด้วยน้ำมือมนุษย์เอง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากเต่าทะเล เช่น เนื้อ ไข่ หนัง กระดอง ไขมัน, การบุกรุกแหล่งวางไข่ เพื่อใช้ประโยชน์ในการท่องเที่ยว การทำการประมง ส่วนโดยธรรมชาตินั้น เกิดจาก ถูกสัตว์ใหญ่กินเป็นอาหาร ขณะเป็นไข่หรือตัวอ่อน หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมในทะเลที่เปลี่ยนไป

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการลดจำนวนลงของเต่าทะเลไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น ประกอบกับที่ กว่าเต่าทะเลจะเอาชีวิตรอดและเติบโตได้ต้องใช้เวลานานนับ 10 ปี และจำนวนเต่าทะเลที่สามารถมีชีวิตรอด จากการดำรงชีวิตแบบธรรมชาติมีเพียง 1-2 ตัว จนถึงวัยเจริญพันธุ์จาก 1,000 ตัว เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายคุ้มครอง และอนุรักษ์เต่าทะเล แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุก ๆ ฝ่ายควรให้ความร่วมมือร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์อย่างจริงจัง เพื่อให้เต่าทะเลคงอยู่สืบไปก่อนที่จะสายเกินไป