เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 4 ของการลงนามถวายความอาลัย ประชาชนจากทั่วประเทศยังคงหลั่งไหลมาจากทั่วประเทศ ต่อแถวเข้าร่วม สักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัยอย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนแต่ละคนยังคงอยู่ในภาวะเศร้า เสียใจกับการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยต่างร้องไห้หลังจากเสร็จสิ้นการลงนาม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดจุดพยาบาล เต๊นท์ และรถกอล์ฟไว้บริการรับส่งผู้สูงอายุจากหน้าประตูวิเศษไชยศรีมายังบริเวณหน้าศาลาสหทัยสมาคมฯ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังแจกลูกอมให้กับประชาชนเพื่อคลายอากาศร้อนด้วย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงประชาสัมพันธ์สำหรับผู้เข้าร่วมถวายความอาลัยให้แต่งกายสุภาพ ไม่ใส่กางเกงรัดรูป และให้ใส่รองเท้าหุ้มส้น โดยวันนี้มีประชาชนเข้าร่วมถวายความอาลัยทั้งสิ้น 43,762 คน มียอดเงินที่ประชาชนถวายเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลจำนวน 308,567.50 บาท
นายณัฐพล อ่วมเรืองศรี อายุ 28 ปี และ นางสาวรภัทภร ฤทธิ์เดชไชยชาญ อายุ 33 ปี ประชาชนย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี ที่เดินทางมาพร้อมลูกสาววัย 2 ขวบ ต่อคิวเพื่อให้ได้เข้ามาถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยบอกว่า แม้ว่าลูกยังเล็กแต่บอกลูกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ในหลวงไปสวรรค์แล้ว” ซึ่งพอลูกเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ศาลาสหทัยฯ ก็ได้ก้มลงกราบด้วยตัวเอง ทั้งที่ปกติเป็นเด็กที่ค่อนข้างดื้อ และไม่งอแงแม้ว่าจะต่อแถวกลางแดดรอนานกว่า 1 ชม.
นายณัฐพล กล่าวด้วยว่า ประทับใจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องของการเป็นนักคิด จะเห็นได้จากการตอบคำถามสื่อต่างประเทศ ในบทสัมภาษณ์ต่างๆ จะมีนัยยะให้ผู้ฟังได้ลองคิด รวมถึงในเรื่องของพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่บุคคลหนึ่งจะเก่งในหลายๆ ด้าน และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เห็นได้จากความรักของประชาชนที่มีต่อพระองค์รอบๆ พระบรมมหาราชวัง เป็นความรักที่ไม่ต้องบังคับ แต่มาด้วยใจ
ด้าน นางสาวสุพรรณี วิมานสุข อายุ 49 ปี อาชีพรับจ้างแม่บ้าน ประชาชนย่านเอกมัย กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า เดินทางมาถึงที่หน้าพระบรมมหาราชวังตั้งแต่ตี 4 วันนี้ได้วนเข้ามา ถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามสมุดหลวงเพื่อถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นจำนวน 5 รอบ และมาตลอด 5 วัน ที่ทำเพราะรู้ว่ารักพระองค์ท่าน ได้เห็นประชาชนที่รักพระองค์ก็รู้สึกดีใจ ตั้งใจจะมาทุกวัน จนกว่าจะปิดไม่ให้เข้า
“พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกด้าน ประทับใจในเรื่องของการทำฝนหลวง ซึ่งชาวนาได้รับประโยชน์อย่างมาก รวมถึงการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ ให้ประชาชนได้น้ำใช้” นางสาวสุพรรณีกล่าว
ขณะที่ นางสาวสุรีย์ ศิริเกียรติสกล อาชีพชาวไร่ข้าวโพด อายุ 50 ปี ที่เดินทางมาจากจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ออกมาจากบ้านตั้งแต่ช่วงเช้า กับหลานสาวเพื่อพาหลานมาหอหมอที่โรงพยาบาลศิริราช แม้ว่าจะรู้สึกเสียใจที่ท่านจากไปแต่ก็ยังระลึกถึงความเป็นต้นแบบของพระองค์อย่างความพอเพียง และการกตัญญู สำหรับเราชาวไร่ จดจำคำของท่านที่ว่า “คนรวมกินข้าวขาว คนจนกินข้าวกล้อง” และว่าพระองค์ท่านเป็นคนจนที่กินข้าวกล้อง ซึ่งบ้านเรากินข้าวกล้องกันเสมอ ก็เลยจดจำอยู่เสมอ
ปิดท้ายที่ นายโนเวลล์ โซล อายุ 16 ปี ลูกครึ่งไทย- พม่า นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนเซนต์ดอมินิก กล่าวว่า การมาสักการะครั้งนี้ถือเป็นการทำหน้าที่ของคนไทยทุกคน ที่ผ่านมาได้ติดตามพระราชกรณียกิจของพระองค์ผ่านทางสื่อต่างๆอยู่เสมอ ได้รู้ว่าท่านพัฒนาประเทศทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ เกษตร ดนตรี เหตุการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียคนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทั้งหมดไป ซี่งเราต้องปรับตัวเองให้ดำเนินชีวิตตามรอยท่านได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ศาลาว่าการพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง ตลอดทั้งวันมีคณะทูตานุทูตจากนานาประเทศ อาทิ โปแลนด์ รัสเซีย นิการากัว โดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ ไนจีเรีย สหภาพคอโมโรส ฝรั่งเศส อุซเบกิสถาน แอฟริกาใต้ บังคลาเทศ สวิตเซอร์แลนด์ อียิปต์ และผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ จำนวนมาก อาทิ นาง ชามฉัด อัคตาร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติ และเลขาธิการบริหาร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก และคณะผู้บริหารองค์การสหประชาติ รวมถึงผู้แทนจากองค์กรทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาติ ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ผู้แทนองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ฯลฯ เดินทางมาลงนามถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช





