ประมวลภาพ ในหลวง พระราชินี ทรงบวงสรวงพระหลักเมือง ในโอกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 240 ปี

10.05.22 | 20:20 น.

ประมวลภาพ ในหลวง พระราชินี ทรงบวงสรวงพระหลักเมือง ในโอกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 240 ปี

เมื่อเวลา 17.06 น. วันที่ 10 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทรงบวงสรวงพระหลักเมือง เนื่องในโอกาสกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 240 ปี ณ ศาลหลักเมือง เขตพระนคร กรุงเทพฯ


ประมวล เหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่รัชกาลที่ 1

21 เมษายน 2325
  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับพระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กอง คุมช่างและไพร่ไปวัดกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฟากตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 ฤกษ์เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที
  ชัยภูมิที่ตั้งหลักเมืองนั้น อยู่ประมาณใจกลางของพระนครแห่งใหม่ ซึ่งมีอาณาบริเวณจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปจรดคลองรอบกรุง คือ คลองบางลำพูถึงคลองโอ่งอ่างในปัจจุบัน พระราชทานนามพระนครว่า “กรุงรัตนโกสินทร์อินท์อโยธยา” หรือเรียกกันต่อมาว่า “กรุงเทพมหานคร”
พ.ศ.2395
  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงหลักเมืองที่ชำรุด โปรดเกล้าฯ ให้สร้างหลักเมืองขึ้นใหม่แทนหลักเมืองเดิม พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 กล่าวถึงเรื่องศาลหลักเมืองไว้ในหมวดเบ็ดเตล็ด สถานที่ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างและเปลี่ยนแปลงในรัชกาลที่ 4 ว่า “แลที่ศาลเจ้าหลักเมือง ศาลเจ้าพระกาล ศาลเจ้าพระเสื้อเมือง (พระ) ทรงเมืองนั้น เดิมเป็นหลังคาตัวไม้มุงกระเบื้อง ทรงกระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างก่อรอบ มียอดปรางค์ เหมือนอย่างศาลเจ้าพระกาลที่กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาเก่าทั้งสี่ศาล”
5 ธันวาคม พ.ศ.2395
  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุดวงพระชะตาพระนครใหม่
1 พฤษภาคม พ.ศ.2396
  เมื่อการสร้างศาลหลักเมืองเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เชิญแผ่นทองคำจารึกดวงพระชะตาพระนคร เข้าบรรจุที่ยอดเสาหลักเมือง แล้วประกอบพิธีบวงสรวงเชิญพระหลักเมืองเข้าประดิษฐานในรูปเทวดาบนยอดหลักเมืองใหม่ จากนั้นจึงมีงานฉลองสมโภชเป็นการใหญ่ ส่วนหลังเมืองเดิมนั้น โปรดให้เชิญขึ้นจากหลุม ตั้งพิงไว้ในศาลใกล้กับหลักเมืองใหม่ ไม่ได้เชิญไปไว้ที่อื่น
8 พฤศจิกายน พ.ศ.2411
  รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 1 ทรงพระราชอุทิศเครื่องพลีกรรมให้เจ้าพนักงานเชิญไปบวงสรวงเทวดา ณ เทวสถานที่ต่างๆ 15 แห่ง คือ  1.พระนเรศวร ณ หอโรงแสงใน 2.เทวดารักษาพระพระมหาเศวตฉัตร ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท 3.พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
  4.พระที่นั่งอนันตสมาคม (องค์เดิมในพระบรมมหาราชวัง) 5.เทพารักษ์ ณ หอแก้ว (พระภูมิ) ในพระบรมมหาราชวัง 6.เทพารักษ์หลักเมือง
  7.เทพารักษ์ที่ตึกดิน 8.พระเสื้อเมือง 9.พระทรงเมือง 10.พระกาฬไชยศรี 11.เจ้าเจตคุปต์ 12.เทพารักษ์ที่หอเชือกกรมช้าง 13.พระอิศวร 14.พระนารายณ์ 15.พระพิฆเนศวร
18-20 เมษายน พ.ศ.2425 และ 22-24 เมษายน พ.ศ.2425
  เนื่องในโอกาสกรุงเทพมหานครได้ประดิษฐาน ครบ 100 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานสมโภชพระนครครบ 100 ปี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยให้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ป้อม กำแพงรอบพระบรมมหาราชวัง พระราชวังบวรสถานมงคล และป้อมกำแพงรอบพระนคร และที่ศาลหลักเมือง เป็นเวลา 3 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18-20 เมษายน พ.ศ.2425
  เฉพาะที่ศาลหลักเมืองนั้น โปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์วันละ 20 รูป ครั้นวันที่ 22-24 เมษายน พ.ศ.2425 มีการบวงสรวงเทวดาตามสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานครรวมถึงที่ศาลหลักเมือง ศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระกาฬไชยศรี และศาลเจ้าเจตคุปต์ ด้วย
  ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่ มีการสร้างสถานที่ราชการและตัดขยายถนนเพิ่ม จึงเป็นเหตุให้ต้องรื้อศาลพระเสื้อเมือง ศาลพระทรงเมือง ศาลพระกาฬไชยศรี ศาลเจ้าเจตคุปต์ และศาลเจ้าหอกลอง แล้วเชิญเทวดาเทวรูปเหล่านั้น มาประดิษฐานรวมกันไว้ในศาลหลักเมือง
พ.ศ.2462
  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงวังตรวจสอบรูปเทพารักษ์สำคัญสำหรับพระนคร ซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ในศาลหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ว่าภายหลังจากรื้อศาลเหล่านั้นแล้ว ได้นำเทวรูปไปไว้ที่ใด เจ้าพระยาธรรมาธิกรณ์ (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวังขณะนั้น มอบให้พระยาพจนปรีชา (หม่อมราชวงศ์สำเริง อิศรศักดิ์) ไปตรวจสอบ และได้กราบบังคมทูลถวายรายงานว่า
  “…ตามที่พระราชทานพระกระแสพระราชดำรัสโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพระพุทธเจ้าสืบสวนถึงรูปเทพารักษ์สำหรับพระมหานคร…ได้ความว่ารูปเทพารักษ์ทั้ง 4 ศาลนั้น ได้เชิญมาไว้ในศาลหลักเมือง…การที่จะโปรดเกล้าใส่กระหม่อมให้แก้ไขฤาบูรณะเทวะสถานให้สมควรแก่เทวะรูปนั้น จะได้รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมดำริห์การฉลองพระเดชพระคุณต่อไป…” และในรายงานยังมีความเห็นว่าการดูแลศาลหลักเมืองควรอยู่ในความดูแลของกรมยกกระบัตรบก กระทรวงกลาโหม
พ.ศ.2464
  กระทรวงกลาโหมได้รับโอนที่ดินที่ตั้งศาลหลักเมืองเป็นของกระทรวงกลาโหม
6 เมษายน พ.ศ.2475
  เนื่องในโอกาสกรุงเทพมหานครครบ 150 ปี ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้จัดงานสมโภชพระนครครบ 150 ปี ในการนี้ มีพระราชพิธีเวียนเทียนสมโภชหลักเมือง ในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2475 หลังจากพระราชพิธีเปิดปฐมบรมราชานุสรณ์แล้ว พนักงานพระราชพิธีตั้งบายศรีและเครื่องสังเวยที่หน้าศาลหลักเมือง พราหมณ์เบิกแว่น พนักงานและประชาชนรับแว่นเทียนสมโภชหลักเมือง
พ.ศ.2480
  กระทรวงกลาโหมมอบให้กรมเชื้อเพลิง ในสังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดูแลศาลหลักเมือง
พ.ศ.2491
  ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กรมเชื้อเพลิงถูกยุบหน่วยงาน กระทรวงกลาโหมจึงมอบให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ดูแลศาลหลักเมือง นับแต่ พ.ศ.2491
พ.ศ.2492
  รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ได้บูรณะปรับปรุงภายในอาคารศาลหลักเมือง
พ.ศ.2502
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ดำเนินการบูรณะปรับปรุงสิ่งชำรุดทรุดโทรมทั้งภายในและภายนอกศาลหลักเมือง โดยก่อสร้างสถานที่แสดงละครแก้บนเป็นศาลาทรงไทย โดยความเห็นชอบจากกรมศิลปากรภายหลังการบูรณะปรับปรุง มีลักษณะเป็นอาคารโถง ยกพื้น หลังคาจั่ว มุงกระเบื้องสี มีหลังคาปีกนกคลุมสันหลังคา หลบสันหลังคาและข้างกระเบื้อง ทาสีขาว หลังคาหน้าจั่วประดับช่อฟ้า รวยระกา หางหงส์ หน้าบันประดับลวดลายปิดทองประดับกระจก
พ.ศ.2503
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ได้เข้ามาจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน เซียมซีในศาลหลักเมือง บูรณะปรับปรุงศาลหลักเมืองเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นระเบียบเรียบร้อย เช่น ดัดแปลงหน้าต่างศาลหลักเมือง ติดตั้งเครื่องดูดอากาศ และสร้างห้องพัสดุของศาลหลักเมือง
พ.ศ.2509
  กระทรวงการคลังดำเนินการขึ้นทะเบียนราชพัสดุศาลหลักเมืองและสิ่งก่อสร้างใกล้เคียง
พ.ศ.2511
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ดำเนินการบูรณะปรับปรุงศาลหลักเมืองทั้งบริเวณภายในและภายนอกศาล โดยรื้อตัวตึกซึ่งสร้างติดกำแพงออก แล้วทำถนนโดยรอบและขยายบริเวณศาลหลักเมือง และให้กรมศิลปากรออกแบบดัดแปลงอาคารศาลหลักเมือง
พ.ศ.2512
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ เริ่มปรับปรุงและดัดแปลงอาคารศาลหลักเมืองตามแบบของกรมศิลปากร
  อาคารศาลหลักเมืองที่ปรับปรุงใหม่ เป็นอาคารจัตุรมุข หลังคาและยอดปรางค์ ของเดิมนั้น รื้อลวดลายปูนปั้นออกเหลือแต่โครงสร้าง แล้วเสริมหลังคาใหม่เพื่อให้รับกับจัตุรมุขของตัวศาล ลวดลายทำใหม่ โดยยึดรูปแบบเดิม เป็นหลังคาจัตุรมุขยอดปรางค์ ช่อฟ้ารวยระกาหางหงส์ลงรักปิดทอง ยันแถลงรองรับยอดปรางค์ย่อมุมประดับลวดลายปูนปั้น ระหว่างชั้นบันแถลงกับหลังคาศาลบริเวณมุมประดับเสานูน 3 เสาซ้อน หัวเสารูปบังจงกลลงรักปิดทอง หลังคาช่วงล่างทำเป็นชั้นเกล็ด
  ภายในศาลซ่อมบูรณะส่วนที่ชำรุดทั่วไป มุขด้านเหนือสร้างต่อเติมเป็นสำนักงานผู้ดูแลศาลหลักเมือง มุขด้านตะวันออก ด้านตะวันตก และมุขด้านใต้ เป็นที่สำหรับประชาชนเข้าถวายสักการะหลักเมืองและรูปเทพารักษ์ โถงกลางของอาคารศาลหลักเมืองมีประตูทางเข้าจากมุขด้านตะวันออก ด้านใต้ และด้านตะวันตก
  ส่วนด้านเหนือนั้น ก่อปิดทึบเพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานรูปเทพารักษ์ทั้ง 5 องค์ กลางห้องค่อนไปทางเหนือประดิษฐานเสาหลักเมือง (สมัยรัชกาลที่ 4 ) ส่วนหลักเมืองเดิม (สมัยรัชกาลที่ 1) ตั้งอยู่หน้าช่องประดูด้านตะวันตก ชิดหนังด้านเหนือหน้าส่วนที่เคยเป็นช่องประตู
6 เมษายน พ.ศ.2513
  เมื่อการบูรณะปรับปรุงแล้วเสร็จ องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ได้กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  ทรงประกอบพิธีสังเวยสมโภชพระหลักเมืองในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2513
17 มิถุนายน พ.ศ.2518
  กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานศาลหลักเมือง โดยออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 112 วันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2518
พ.ศ.2521
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ จัดทำแผ่นหินอ่อนจารึกประวัติศาลหลักเมือง และประวัติการทำนุบำรุง ติดตั้งไว้ที่ผนังหน้าประตูศาลหลักเมือง
พ.ศ.2523
  องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ ร่วมกับกรมศิลปากร ดำเนินการบูรณะปรับปรุงศาลหลักเมืองในโอกาสงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยลงรักปิดทองช่อฟ้า รวยระกา หางหงส์ หน้าบันใหม่ทั้ง 4 ด้าน รวมทั้งนภศูลและฉัตรที่ยอดพระปรางค์ ซ่อมลวดลายกนกปูนรอบพระปรางค์ให้เหมือนของเดิม ซ่อมกระเบื้องมุงหลังคา เป็นต้น
พ.ศ.2525
  ในโอกาสงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีสมโภชหลักเมือง และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบวงสรวงเทพารักษ์ ณ ศาลหลักเมือง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พระนครตามโบราณราชประเพณี และเสด็จฯ ไปทรงประกอบการพระราชพิธี เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2525
  อนึ่ง ในการพระราชพิธีสมโภชศาลหลักเมืองครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มีพระราชปรารภว่า ทางราชการได้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง ตลอดจนปูชนียสถานและสถานที่สำคัญๆ ในกรุงรัตนโกสินทร์ ให้งดงามมั่นคงเป็นศรีสง่าแก่พระนครแล้ว ควรพิจารณาดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง และอาณาบริเวณรอบศาลหลักเมืองให้กว้างใหญ่งดงามเป็นสง่า สมกับเป็นที่ประดิษฐานแห่งเทพารักษ์ที่รักษาพระนคร และเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย
5 ตุลาคม พ.ศ.2525
  คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง โดยมีพลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ
  ต่อมากระทรวงกลาโหมมีหนังสือถึงราชเลขาธิการ ขอพระราชทานเชิญ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง
6 ตุลาคม พ.ศ.2525
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภ์การดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองตามที่ขอพระราชทาน
7 ตุลาคม พ.ศ.2525
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรศาลหลักเมือง โดยมีพลอากาศเอกพะเนียง กายตรัตน์ ประธานคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง รับเสด็จฯ และกราบบังคมทูลรายละเอียดแผนการบูรณะปรับปรุง
9 ธันวาคม พ.ศ.2525
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชกระแสรับสั่งให้ดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง โดยยึดถือรูปแบบอาคารศาลที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงสร้างไว้เป็นหลัก และการทำรั้วบริเวณรอบนอกศาลหลักเมืองขอให้ออกแบบให้กลมกลืนกับตัวอาคาร
12 ธันวาคม พ.ศ.2525
  พิธีบวงสรวงสังเวยเทพยดา ณ ศาลหลักเมือง โดยคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง
17 ธันวาคม พ.ศ.2525
   พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดเกล้าฯ ให้ส่งเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลพระราชทานสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง เป็นเงิน 521,767.96 บาท
20 ธันวาคม พ.ศ.2525
  หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ทรงเชิญพระราชกระแสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระอิสริยยศขณะนั้น ซึ่งมีพระราชดำริร่วมกัน แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองว่า ในการปรับปรุงศาลหลักเมืองและบริเวณโดยรอบ อาคารที่จะสร้างขึ้นใหม่ควรอยู่ในแนวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกและมีรูปแบบอาคารที่สอดคล้องกับอาคารศาลหลักเมือง และไม่จำเป็นต้องสร้างให้ใหญ่โตนัก
31 มีนาคม พ.ศ.2526
  วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2526 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศล จำนวน 100,000 บาท เพื่อสมทบทุนค่าใช้จ่ายการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง
2 มิถุนายน พ.ศ.2526
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ไปยังศาลหลักเมือง ทรงตรวจสอบบริเวณสถานที่ที่จะรื้อถอนสิ่งก่อสร้างปรับปรุงใหม่ และพระราชทานข้อคิดเห็นต่างๆ แก่คณะกรรมการฯ
8 ธันวาคม พ.ศ.2526
  นายภาวาส บุนนาค รองราชเลขาธิการ เชิญพระราชกระแสในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองว่า จากแบบร่างที่คณะกรรมการถวายขึ้นไปนั้น โปรดแบบที่ยกฐานอาคารขึ้นแล้วมีบันไดลดลงสู่พื้นภายในศาล แต่โปรดให้แก้แบบใหม่เป็นแบบศาลหลักเมืองสมัยรัชกาลที่ 4 ยอดปรางค์ย่อมุมจัดรูปทรงใหม่เป็นอาคารจัตุรมุข ทั้งย้ายศาลเลื่อนออกไปเพื่อเสาหลักเมืองจะได้อยู่ ณ จุดกึ่งกลาง
  นอกจากนี้ มีรับสั่งว่า กระเบื้องสีต่างๆ มีได้ แต่อย่าให้มากเหมือนปราสาทพระเทพบิดร ลวดลายต่างๆ หากใช้กระเบื้องเคลือบสีเทาอ่อน หรือสีขาวหม่นที่โบราณเรียกว่า สีด่อนก็น่าจะเป็นการดี สำหรับเสาหลักเมืองต้นเดิมครั้งรัชกาลที่ 1 ซึ่งเอนอยู่ ควรเชิญตั้งให้ตรง แล้วนำมาประดิษฐานที่มุขเหนือด้านหลังเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน
17 มกราคม พ.ศ.2528
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีอัญเชิญเทพารักษ์ขึ้นประดิษฐาน ณ ศาลเทพารักษ์ บริเวณศาลพระหลักเมือง กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ.2528
28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2529
  เจ้าหน้าที่ได้ยกเชิญเสาหลักเมืองต้นเดิมจากที่ประดิษฐานชั่วคราวหน้าอาคารสำนักงานผู้ดูแลศาลหลักเมืองเข้ามาประดิษฐานภายในศาลหลักเมืองทางทิศเหนือ แนวตรงกันกับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบันมีระยะห่างกัน 59 นิ้ว
11 มีนาคม พ.ศ.2529
    พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธียกนภศูลขึ้นประดิษฐาน ณ ยอดปรางค์ของอาคารศาลหลักเมือง วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2529
10 เมษายน พ.ศ.2529
  การก่อสร้างปรับปรุงอาคารศาลหลักเมืองแล้วเสร็จ
24 กรกฎาคม พ.ศ.2529
  พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง ณ ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2529
28 สิงหาคม พ.ศ.2529
  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลโทเฟื่องเฉลย อนิรุทธเทวา ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ เข้าเฝ้าฯ กราบบังคลทูลรายงานผลการปรับปรุงศาลหลักเมืองและทูลเกล้าฯ ถวายพระไพรีพินาศและวีดิทัศน์ซึ่งบันทึกภาพพิธียกนภศูลและพิธีสมโภชพระหลักเมือง โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระไพรีพินาศแก่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองด้วย
2 พฤษภาคม พ.ศ.2562
  ในโอกาสมหาศุภมงคลการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์ พระลาน พระราชวังดุสิต และปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพุทธยอดฟ้า กับศาลหลักเมือง และเสด็จฯ ไปทรงบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง

 

Advertisement