จากน้ำพระราชหฤทัย คลี่คลายอุทกภัยเมืองหลวง

28.10.16 | 15:59 น.

“สาเหตุที่กรุงเทพฯต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมมาตลอดนั้น ก็ด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มทางตอนปลายของแม่น้ำเจ้าพระยา สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางเพียงเล็กน้อย และอยู่ในจุดที่มีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้ได้รับอิทธิพลทั้งจาก ‘น้ำฝน’ ที่มีปริมาณเฉลี่ยมากถึง 1,500 มิลลิเมตรต่อปี โดยเฉพาะช่วงสิงหาคม-ตุลาคมของทุกปี อาจสูงถึง 150-300 มิลลิเมตร ‘น้ำเหนือ’ จากพื้นที่ใกล้เคียงทางด้านเหนือและตะวันออกของกรุงเทพฯ ไหลบ่าเข้ามาตามความลาดเอียงและลำน้ำเจ้าพระยาและ ‘น้ำทะเลหนุน’ ตามการเคลื่อนไหวขึ้นลงธรรมชาติของน้ำทะเล ดังนั้นหากปีใดเจอปัญหา 3 น้ำพร้อมๆ กันก็นับว่าเจอศึกหนักกว่าปกติ”

ข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือปูมตำนาน งานระบายน้ำ สยามราชธานี พ.ศ.2557 ทำให้เห็นว่าจากหลักฐานตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา น้ำท่วมกรุงเทพฯไม่ได้เป็นปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้น เนื่องจากมีมาตั้งแต่ในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่แรกสถาปนาจนถึงปัจจุบัน

จากการทอดพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ครั้งขึ้นครองสิริราชสมบัติเมื่อ พ.ศ.2489 พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยเฉพาะด้านการจัดการทรัพยากรของน้ำเป็นที่ประจักษ์ ผ่านโครงการพระราชดำริ 4,634 โครงการ เป็นเรื่องการพัฒนาน้ำมากที่สุดถึง 1,671 โครงการ

และหนึ่งในโครงการสำคัญจากพระมหากรุณาธิคุณที่สามารถคลี่คลายปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ คือ “ศูนย์ควบคุมป้องกันระบบน้ำท่วม”

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เอกสารของสำนักการระบายน้ำระบุว่า วันที่ 7 สิงหาคม เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อทรงเปิดศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง โดยมีนายชวน หลีกภัย รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และข้าราชการระดับสูง คอยรับเสด็จฯ ณ อาคารสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร 2

Advertisement

ในขณะนั้น พล.ต.จำลองได้กราบทูลรายงานว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพมหานคร ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมหาศาล ทั้งนี้เพราะระบบข้อมูลไม่ทันต่อเหตุการณ์ ขาดความแม่นยำ ดังนั้น จึงได้ดำริที่จะตั้งศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลญี่ปุ่น อนุมัติเงิน 184.8 ล้านบาท ให้ดำเนินการจนแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2533

ในเอกสารระบุอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สนพระราชหฤทัยและทรงซักถามถึงปัญหาน้ำท่วม น้ำเน่าเสีย รวมทั้งปัญหาแผ่นดินไหว ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะเกิดขึ้น ซึ่งทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่กรุงเทพมหานครไม่เคยประสบมาก่อน โดยใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงจนถึง 19.00 น. จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับ แสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่เพียงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดด้วยพระองค์เอง แต่ยังทรงทุ่มเทเวลา กำลังพระวรกาย และกำลังพระสติปัญญาในการพิจารณาแนวทางเพื่อบรรเทาปัญหาอันหนักหน่วงโดยเฉพาะปัญหา “น้ำท่วมกรุงเทพฯ” ให้ทุเลาลง

ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติและลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างถ่องแท้ ทรงเห็นสภาพปัญหาน้ำท่วมอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพของเมืองอย่างรวดเร็วมาโดยตลอด ดังมีพระราชดำรัสว่า “เห็นทีกรุงเทพมหานครจะอยู่กันอย่างธรรมชาติๆ โดยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้แล้ว”

จึงเป็นที่มาของแนวพระราชดำริในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯอย่างเป็นรูปธรรมในคราวเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ทุกครั้งนับตั้งแต่ พ.ศ.2523 เป็นต้นมา

พ.ศ.2523 ระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน เกิดฝนตกหนักในพื้นที่รอบกรุงเทพมหานคร ด้านทิศเหนือและทิศตะวันออก ประกอบกับเป็นช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่เอื้อต่อการระบายน้ำ น้ำฝนจึงไหลท่วมพื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออกหลายเขต ได้แก่ บางกะปิ พระโขนง ห้วยขวาง และบางส่วนของบางเขน บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯไปทอดพระเนตรสภาพน้ำท่วมด้วยพระองค์เอง จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม และ 16 ธันวาคม 2523 เพื่อร่วมปรึกษาและพิจารณากำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา

พระราชดำริในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้มี 5 ประการ ได้แก่ เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ผ่านแนวคลองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ กำหนดให้มีพื้นที่สีเขียว (Green Belt) เพื่อป้องกันการขยายตัวของเมืองและแปรสภาพเป็นทางระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมในเขตชุมชนต่างๆ สร้างสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยในโครงการป้องกันน้ำท่วม และขยายหรือเปิดทางน้ำในจุดที่ไหลผ่าน ทางหลวงหรือทางรถไฟ

2 ปีต่อมา ขณะที่โครงการตามพระราชดำริยังไม่ทันแล้วเสร็จเรียบร้อย ได้เกิดน้ำท่วมบริเวณซอยศูนย์วิจัย และบริเวณลาดพร้าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าเฝ้าฯ มีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครและกรมชลประทานร่วมกันพิจารณาป้องกันมิให้เกิดสภาพน้ำท่วมขังติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน แนวทาง คือ ควรระบายน้ำผ่านตัวเมือง โดยใช้ประโยชน์จากสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด รวมทั้งขุดลอกคูคลองสายต่างๆ ปรับปรุงระยะทางระบายน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานข้ามคลองและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ รวมทั้งทรงกำชับให้เร่งรัดโครงการตามพระราชดำริ ที่พระราชทานไว้เมื่อ พ.ศ.2523 ให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

พ.ศ.2526 ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงปลายปี ได้เกิดฝนตกหนัก วัดปริมาณน้ำฝนเฉพาะเดือนสิงหาคมถึงกันยายนได้ 1,084 มิลลิเมตร เกือบเท่าค่าฝนตามเกณฑ์เฉลี่ยทั้งปี ขณะเดียวกันก็ได้เกิดมรสุมในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำมากเกินกำลังเขื่อนด้านบนจะกักเก็บไว้ได้ จึงถูกระบายลงมา 3,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำเจ้าพระยามีขีดความสามารถรับน้ำได้เพียง 25,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจึงล้นตลิ่งลงมาตามท้องทุ่ง เมื่อประกอบกับจังหวะน้ำทะเลหนุนสูงดันน้ำไหลย้อนขึ้นมา เท่ากับว่าต้องเผชิญศึกหนักถึง 3 ด้าน ทั้งน้ำฝน น้ำเหนือบ่าและน้ำทะเลหนุน เกิดน้ำท่วมขังยืดเยื้ออยู่นาน 3-4 เดือน ความเสียหายสูงถึง 6,598 ล้านบาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯตรวจสภาพพื้นที่น้ำท่วมถึง 6 ครั้ง ในแต่ละครั้งได้พระราชทานพระราชดำริเพื่อแก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าและระยะยาว โดยสรุป 4 ส่วนด้วยกัน ได้แก่

-โครงการก่อสร้างทำนบกั้นน้ำในคลองแสนแสบตามพระราชดำริ เพื่อให้สามารถระบายน้ำลงสู่คลองแสนแสบได้อย่างเต็มที่ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้ขยายประตูระบายน้ำและสร้างสะพานให้ชาวบ้านได้สะดวก

-โครงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ตามพระราชดำริ โดยปรับปรุงคลองธรรมชาติสายต่างๆ ทางทิศตะวันออกของถนนสายบางกะปิ-บางนา รวมถึงท่อลอดและร่องใต้สะพานต่างๆ ให้น้ำไหลได้สะดวก

-โครงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังบริเวณย่านพระโขนง-บางนาตราดตามพระราชดำริ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขุดลอกและขยายคูคลอง ปรับปรุงท่อลอดถนน ท่อลอดใต้ทางด่วน และเสริมคันป้องกันน้ำท่วมชุมชนย่านพระโขนง-บางนา

-โครงการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมในพื้นที่เขตภาษีเจริญ เขตหนองแขมและเขตบางขุนเทียนตามพระราชดำริ โดยให้พิจารณาใช้เครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำที่ท่อลอดถนน ทางรถไฟข้างคลองต่างๆ และบริเวณประตูระบายน้ำปลายคลองพระยาราชมนตรี นอกจากนั้นยังให้พิจารณาขุดทางระบายน้ำเพิ่มเติมที่ประตูระบายน้ำปลายคลองพระยาราชมนตรีเพื่อระบายน้ำสู่คลองสนามชัยได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันศูนย์ควบคุมป้องกันระบบน้ำท่วม ตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ของอาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ถนนมิตรไมตรี เขตห้วยขวาง ทำหน้าที่ในด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการระบายน้ำ และการป้องกันน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยประกอบด้วย “สถานีแม่ข่าย” และ “สถานีเครือข่าย” กระจายอยู่ทั่วไปในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ตามสถานีสูบน้ำ และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต

มีระบบตรวจวัดข้อมูลประกอบด้วย 1.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบระดับน้ำ ปริมาณฝน การทำงานของสถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ การทำงานของเครื่องสูบน้ำ มีสถานีเครือข่าย 75 แห่ง 2.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ติดตามระดับน้ำในคลองสายหลัก มีสถานีเครือข่าย 40 แห่ง 3.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ติดตามระดับน้ำท่วมบนถนน และอุโมงค์ทางลอด มีสถานีเครือข่าย 101 แห่ง 4.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ติดตามสภาพอากาศ มีสถานีเครือข่าย 52 แห่ง 5.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ติดตามปริมาณฝนจากสำนักงานเขต มีสถานีเครือข่าย 53 แห่ง 6.ระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบ ติดตามปริมาณน้ำและอัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำและคลอง มีสถานีเครือข่าย 28 แห่ง และ 7.ระบบตรวจอากาศด้วยเรดาร์ ปี 2557 มี 1 แห่ง และปี 2558 ติดตั้งเพิ่มเติมมีจำนวนรวม 3 แห่ง

ทั้งหมดเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันมีต้นธารมาจากน้ำพระราชหฤทัยต่อพสกนิกรของพระองค์