พระมหากรุณาธิคุณ ‘ในหลวง’ ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด ‘หลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ โคก หนอง นา’ สร้างความยั่งยืน-พสกนิกรมีความสุข
“โคกหนองนา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม แล้วยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน รักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้นก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
โคกหนองนา ความหมายดีอยู่แล้ว ก็คือเกษตรเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และชีวิตของพวกเรา เพราะว่าประเทศของเรานี้ไม่หนีเรื่องการเกษตรคือปากท้อง และเป็นชีวิตของเราตามพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานมา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมามากมายในเรื่องของเกษตร ในเรื่องของการพัฒนา อันนี้ก็เป็นการรวม หรือแสดงตัวอย่าง และเป็นตัวอย่างที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้ ไม่ใช่เป็นโมเดลที่แสดงไว้ในตู้ อยู่คงที่ แต่เป็นโมเดลที่ใช้งานได้จริงๆ นำไปใช้ได้อย่างอ่อนตัว อย่างใช้งานได้จริงๆ แล้วก็หลากหลายได้ โคกหนองนานำความหลากหลายและความอ่อนตัวมารวม เพื่อใช้งานในเรื่องปากท้องและการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจของเรา
เพราะฉะนั้น ก็ขอชมเชยท่านทั้งหลายที่มีความคิด มีความกระตือรือร้น มีความรักในวิชาหรือรักในการเกษตร การนำเกษตรมารวมเป็นโคกหนองนานี้ ไม่ได้จะมาบอกว่าต้องทำเป็นแบบนี้ แบบนั้น มันมีหลักการกว้างๆ มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา การเกษตร เป็นอาหาร เป็นสิ่งที่เป็นหลักของชีวิตของเรา นี่ก็คือคำว่า โคกหนองนาโมเดล คือหลากหลายแต่ก็มีหลักการ เป็นแบบนี้ แบบนั้น แต่หลักการก็ไม่ได้มาผูกมัดพวกเรา เรียกว่า Check List คือเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องนำมาพิจารณาไปสู่ความหลากหลาย และความสมบูรณ์ ของการเกษตรของประเทศ

เป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างมากที่เราได้มีการคิด ริเริ่มที่จะมีโคกหนองนา ในพระราชวังดุสิต ในเขตนี้ ของพระราชวังดุสิต คือ พระที่นั่งวิมานเมฆ ซึ่งเป็นที่ประวัติศาสตร์ เพราะเคยเป็นที่ประทับของเจ้านายต่างๆ หลายพระองค์ แล้วเราก็มาพัฒนาพื้นที่ ของเดิมคือเป็นพระราชวังดุสิต แล้วจะไปถึงพระที่นั่งวิมานเมฆที่สวยงาม ย้ายพระตำหนักเรือนต้นมารวมกันในพื้นที่นี้ ก็คือความใส ความเป็นธรรมชาติ เรียกว่าความสะอาด ของสิ่งแวดล้อมและภาวะแวดล้อม เราหลีกเลี่ยงฝุ่นและมลภาวะแวดล้อมไม่ได้
แต่การที่เรามีน้ำ การที่เราปลูกต้นไม้ หรือการที่เราทำให้มีพื้นที่สีเขียว มีธรรมชาติขึ้นนั่นเอง ในเขตพระราชวัง ในกรุงเทพฯ ในเขตกรุงเทพมหานคร ก็เป็นของที่ดี ดังนั้น โคกหนองนาจึงเป็นการเสริมพื้นที่นี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พวกเราทุกคนก็ถือว่า สืบสาน ต่อยอด คือความต่อเนื่อง และการรู้ความเป็นมา การพัฒนาสืบสานต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ต้องรักษาประเพณี รักษาที่มาที่ไปของประเทศไทยไว้
ในยุครัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ในยุคนี้คือเกษตร เกษตรคือประเทศ ก็คือผืนดิน (Sustainable Agronomy) คืออารยประเทศ เกษตรประเทศ ก็คืออารยประเทศ ทำได้โดยประยุกต์หลายๆ ทฤษฎีที่ได้ทรงรับสั่งไว้
อารยะคือเจริญแล้ว เจริญแล้วก็ต้องเจริญในใจก่อน ประเทศเรารวยที่สุดคือ อารยธรรม เรียกได้ว่าเป็น ‘Cultural Heritage’ เมืองไทยมีวัฒนธรรม คนไทยใจดี มีเมตตา ธรรมะธัมโม มีความรู้เรื่องศาสนา มีศาสนาต่างๆ ที่รักษาไว้ ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะต่างๆ ที่รักษาไว้ วัฒนธรรมของเรามี ‘Culture’ หรือการเป็นคนไทย ประเทศอื่นไม่มี บ้านเรามีวัฒนธรรม มีความเป็นคนไทยเราจึงรอด แต่ไม่ใช่เราคร่ำครึ ประเทศที่มีวัฒนธรรมไม่ใช่เอาของต่างชาติมาใช้หมด เทคนิคของต่างชาติ เทคโนโลยีของต่างชาติก็ดี แต่เราก็ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสมในบ้านเรา”
จากพระราชดำรัสเรื่อง “อารยเกษตร” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 สะท้อนให้เห็นว่า ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริของ “สมเด็จพระบรมชนกนาถ” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเชื่อมั่นว่า แนวพระราชดำริตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่มีอยู่มากมายนั้น สามารถช่วยให้พสกนิกรชาวไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุข มีภูมิคุ้มกันที่ดี แม้ในยามวิกฤตก็สามารถพึ่งพาตัวเอง และพาตัวเองให้ก้าวผ่านวิกฤตไปได้


⦁ ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นต้นแบบ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติให้เห็นเป็นแบบอย่างในการสืบสาน รักษา และต่อยอดคุณค่าและอารยธรรมของแผ่นดินให้กับปวงชนชาวไทยอย่างเป็นรูปธรรมของการพัฒนาตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้พระราชทานพื้นที่จัดทำโคกหนองนา ณ บริเวณพระตำหนักเรือนต้น พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ได้นำไปใช้ต่อยอดเพื่อความยั่งยืนของชีวิตในอนาคต
พระองค์เสด็จฯไปทรงขุดดินริเริ่มโคกหนองนา ในพระราชวังดุสิตด้วยพระองค์เอง พร้อมพระราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และพระราชโอรส สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร
“โคกหนองนา พระที่นั่งวิมานเมฆ พระราชวังดุสิต” จึงเป็นดั่งหมุดหมายของการก้าวสู่อารยประเทศ ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง จากวัฒนธรรมและภูมิปัญญาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
⦁ โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง
นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า จากพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ที่รัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้มากกว่า 40 ทฤษฎี โดยนำมาสู่การขับเคลื่อนให้พี่น้องคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญในการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาและมีความเข้าใจ ในเรื่องของการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่มาใช้ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จะต้องมีแหล่งน้ำ หรือมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะถ้ามีน้ำ เราก็จะสามารถเพาะปลูก เลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยหลักการของเกษตรทฤษฎีใหม่ และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา เป็นหลักการเดียวกัน คือ ต้องมีแหล่งน้ำ เพื่อให้เป็นต้นทางของการสร้างความอุดมสมบูรณ์”
เพื่อให้ประชาชนได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์ “โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง” โดยในช่วงแรกได้พระราชทานเพื่อเป็นกำลังใจให้ข้าราชการกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน และจากนั้นจึงได้พระราชทานให้แก่ประชาชนอีกหลายต่อหลายภาพ อาทิ
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการเผยแพร่สร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังจะเห็นได้จากการที่ทรงพระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์โคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง เพราะภาพวาดฝีพระหัตถ์เป็นรูปร่างเป็นลายเส้นที่ใครเห็นก็สามารถเข้าใจได้เพราะทรงสอดแทรกอธิบายในเรื่องของการทำงานไว้ในภาพด้วย เช่น ภาพ Happy Farmers เมื่อ 19 ส.ค.63 ที่มีตุ๊กตาบ้านหิ้วถัง บนถังเขียนว่า Top Soil และมีเด็กถือจอบ ภาพนี้สื่อให้รู้ว่า เวลาขุดดิน ไม่ใช่ขุดแล้วเอาดินข้างบนไว้ข้างล่าง เอาข้างล่างมาทับข้างบน แต่ต้องขุดโดยการเอาหน้าดินแยกออกต่างหาก แล้วเอาหน้าดินถมไว้ข้างบนสุด นอกจากนี้ ในภาพวาดฝีพระหัตถ์ยังสื่อให้เห็นว่า การทำโคกหนองนาทำให้พวกเรามีความสุข มีความอุดมสมบูรณ์ ในหนองน้ำมีปลาต่างๆ มีดอกบัว รูปพ่อแม่ลูกช่วยกันทำงาน มีต้นไม้ มีหัวใจ ทุกภาพล้วนสื่อความหมายถึงความสุขอย่างยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ อธิบาย



นายสุทธิพงษ์กล่าวอีกว่า “จากภาพวาดฝีพระหัตถ์จะเห็นว่า พระองค์ทรงแก้ไขความเข้าใจผิดของความเชื่อของคนไว้ในภาพด้วย”
“ยกตัวอย่างการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ แทนที่จะขุดเป็นสระสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ซึ่งยังประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำน้อย เพราะสภาพริมสระน้ำลึกชัน ทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”
“ขณะที่แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น หนองน้ำจะมีรูปร่างฟรีฟอร์ม และมีตะพัก หรือมีชายขอบ ชายตลิ่งที่ตื้นและค่อยๆ ลึกลง ไม่ใช่ว่าลึกชันเลย ในทางหลักชีววิทยา น้ำที่ไม่ลึกมาก แสงแดดจะส่องถึง ฉายแสงผ่านลงไปได้ในน้ำถึงผิวดินในสระน้ำหรือหนองน้ำได้ ทำให้แพลงตอนหรือสาหร่ายเจริญเติบโตได้ดี ขณะเดียวกัน ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ นอกจากมีแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์แล้ว เขายังจำเป็นที่จะต้องมีชายขอบพวกนี้ พื้นน้ำตื้นๆ เหล่านี้เพื่อเป็นแหล่งออกไข่ ขยายพันธุ์ด้วย อันนี้เป็นธรรมชาติ มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง มีประโยชน์มากกว่าการขุดสระสี่เหลี่ยม”
⦁ พระราชดำรัสสำคัญเรื่อง ‘อารยเกษตร’
นอกจากภาพวาดฝีพระหัตถ์ที่ทุกภาพล้วนแล้วแต่มีความหมายอันลึกซึ้ง พระราชดำรัสเรื่อง “อารยเกษตร” ที่พระราชทานเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2564 นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า พระองค์มีพระราชดำรัสที่มีใจความสำคัญที่พวกเราควรนำมาขบคิด และนำมาเป็นหมุดหมายแห่งความเข้าใจที่ตรงกันในการดำเนินงานเรื่องโคกหนองนา
“โคกหนองนา นอกจากเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรมแล้ว ยังเป็นศิลปะ เป็นแบบฝึกหัดที่ดี ในการที่จะรวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน รักษาความหลากหลาย แต่ความหลากหลายนั้นก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน โคกหนองนา ความหมายดีอยู่แล้ว ก็คือเกษตรเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และชีวิตของพวกเรา… …มีเป้าหมายที่แน่นอนคือ ความอุดมสมบูรณ์ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และการเสริมคุณภาพชีวิต หัวใจคือคุณภาพชีวิตของเรา…”
“พระราชดำรัสของพระองค์ นับเป็นหมุดหมายที่ตรงกับงานตามพันธกิจโดยตรงของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และให้ความสำคัญในการสร้างรากฐานการดำรงชีวิตและพัฒนาสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและสมดุลให้แก่ประชาชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นในการพัฒนาคน ทั้งคนของกระทรวงมหาดไทยจากส่วนกลาง เรียกว่า ทีม Change for Good และส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นโครงการอำเภอนำร่อง ทีมอำเภอ 76 อำเภอ เพื่อให้ความรู้ให้คนของกระทรวงและภาคีภาคส่วนต่างๆ ให้มีความเข้าใจในหลักคิด หลักทฤษฎีและวิธีปฏิบัติตามแนวพระราชดำริของทั้ง รัชกาลที่ 9 และรัชกาล 10 โดยใช้หลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคกหนองนา มาเป็นเครื่องมือในการสร้างรูปธรรมความสำเร็จ ผ่านการมีส่วนร่วมในรูปแบบจิตอาสาพัฒนา ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเพื่อสร้างรากฐานการดำรงชีวิตและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่พี่น้องประชาชน ขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม”
ไม่เพียงนำมาเป็นหมุดหมายของการดำเนินงานเพื่อขจัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนชาวไทย ยังอธิบายความหมายอันลึกซึ้งของ “หลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคกหนองนา” ไว้อย่างชัดเจน
“จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเห็นว่า พระองค์ทรงศึกษาและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ซึ่งโคกหนองนา เป็นสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ทางด้านเกษตรกรรม และเป็นศิลปะ เพราะการออกแบบปรับปรุงพื้นที่ ต้องทำเป็นหนองน้ำ รูปฟรีฟอร์ม มีคลองไส้ไก่ คดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมากระจายอยู่ในพื้นที่ ที่ดินมีคอนทัวร์ มีสูง มีต่ำ ก็เป็นงานศิลปะ และเป็นแบบฝึกหัดที่ดีในการที่จะนำเอาพืชพันธุ์ทั้งหลายมาอยู่รวมกัน เพราะหลักการของชีวิต ในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา คนต้องสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นการออกแบบพื้นที่ต้องถูกออกแบบเพื่อให้รองรับกิจกรรมในการสร้างความมั่นคงของชีวิตได้ทุกเรื่อง”
ดั่งพระราชดำรัสว่า “รวมเกษตรหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน”

โดยนายสุทธิพงษ์ขยายความว่า ในหนองก็มีปลา สัตว์น้ำ ที่จะเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ถัดสูงมาจากหนองน้ำ มีนา คือ ปลูกข้าว พ้นจากปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกพืชใช้น้ำน้อย พอสูงขึ้นมาหน่อยก็มีไม้ผล มีกล้วย มีอ้อย ขึ้นไปบนโคก ก็มีไม้ 5 ระดับ สูง กลาง ต่ำ เตี้ย เรี่ยดิน หัวใต้ดินก็มี ซึ่งก็คือป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ได้แก่ มีป่าที่ใช้กินได้ เรียกว่า “พอกิน” เป็นอาหาร พวกผลไม้ต่างๆ ทุเรียน เงาะ มะพร้าว สะตอ ถัดมา เป็น “พอใช้” คือไม้ใช้สอย ไม้ที่ “พอใช้” คือ เอาไว้สร้างบ้าน ทำโต๊ะ เก้าอี้ ทำเครื่องมือเครื่องไม้ใช้สอยทางการเกษตร และทำฟืน ทำเชื้อเพลิงได้หมด ต่อจากนั้นคือ “พออยู่” ปลูกไม้ไผ่ ไม้สัก ประดู่ 10 ปีก็โตเอามาสร้างบ้านได้ ซึ่งไม้ทั้ง 5 ระดับ ช่วยลดปัญหาโลกร้อนนอนใต้ต้นไม้เย็นสบาย ดินก็ชุ่มชื้น เพราะช่วยกรองแสงแดด ฉะนั้น ไม้ 5 ระดับ ก็ถูกสรุปมาว่า จะทำให้ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
“จะเห็นว่า พระองค์สรุปมาในประโยคเดียว ว่ารวมเกษตรที่หลากหลายให้มาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกัน แต่ความหลากหลายก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งพระองค์ทรงเข้าใจและทรงสอนพวกเราให้รู้จักของดี และนำของดีมาใช้ให้เป็นประโยชน์”
⦁ ช่วย ปชช. 5 หมื่นครอบครัวมีความสุข
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิพอเพียง และทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนองนา มาดำเนินงานโดยจัดทำเป็น “ต้นแบบโคกหนองนา” ในศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน (ศพช.) ของกระทรวงมหาดไทย ที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ 11 ศูนย์ อีกทั้งยังขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ในภาคประชาชน โดยในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้เข้าไปช่วยปรับปรุงพื้นที่ให้ประชาชนได้กว่า 50,000 ครอบครัว
“ในช่วงโควิดที่ผ่านมาโครงการโคกหนองนาช่วยประชาชนได้เยอะมาก เพราะทำให้ชาวบ้านมีพื้นที่ในการเก็บน้ำเพื่อการเกษตร และในพื้นที่โคกหนองนายังปลูกพืชได้หลากหลาย มีทั้งผักสวนครัว ไม้ยืนต้น สมุนไพร มีเยอะเลย ก็สามารถเลี้ยงปลาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ได้ ไม่ต้องออกไปไหนเลยมีพื้นที่ 1 ไร่ 2 ไร่ 3 ไร่ ทำได้หมด และเมื่อทำแล้ว ก็ได้รับผลตอบแทนที่ดีมาก มีกินมีใช้ และสุขภาพร่างกายแข็งแรง ทำให้มีความสุขขึ้น เพราะมีทุกอย่าง จากเดิมทำไร่ ทำนา อยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยมเรียบๆ แต่ตอนนี้เหมือนอยู่ในรีสอร์ต ที่ดินปรับรูปให้สวยงาม มีความสูงๆ ต่ำๆ ต้นไม้ก็มีหลากหลาย มีความเขียวขจี สุขภาพจิตดีขึ้นมาก เหมือนเป็นเจ้าของรีสอร์ตกันทุกบ้าน พระองค์ถึงทรงใช้คำว่าศิลปะ เพราะโคกหนองนาเป็นงานศิลปะ”
นายสุทธิพงษ์เล่าถึงความสำเร็จของ “บัญชา” คนปราจีนบุรี เขยสกลนคร ที่ส่งข่าวมาเล่าสู่กันฟังว่า โคกหนองนาช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน เพียงแต่เปิดใจทำการศึกษาเรียนรู้การน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนา แล้วลองทำตาม คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันหมายถึง
โลกที่สวยงามยั่งยืนก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ความสุขของบัญชาและภรรยา ตรงกับข้อสรุปในภาพฝีพระหัตถ์อย่างยิ่ง”





⦁ พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
นายสุทธิพงษ์กล่าวด้วยความปีติว่า พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นมีอย่างมากมาย โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ทรงช่วยทั้งเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องมือแพทย์ รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย ทรงนำพระบรมวงศานุวงศ์ออกช่วยเหลือประชาชนทุกหมู่เหล่า
“ในแง่ของการดำรงชีวิต ที่พระราชทานเรื่องโคกหนองนามาให้นั้น ก็ยิ่งเป็นที่ประจักษ์ว่า สิ่งที่พระองค์พระราชทานให้เป็นเรื่องของความยั่งยืนโดยแท้ สิ่งที่พระราชทาน ภาพฝีพระหัตถ์ พระราชดำรัสต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีความมุ่งมาดปรารถนาให้พวกเราชาวไทยได้ดวงตาเห็นธรรม และดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเพื่อให้ครอบครัว เพื่อให้ชีวิตของเรามีความสุขอย่างยั่งยืนในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ดี และไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมด้วย อีกทั้งไม่ได้ทรงห่วงใยเฉพาะคนที่แข็งแรงแล้ว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณคนที่หลงผิดต้องโทษในเรื่องของการคืนคนดีให้กับสังคม ตามโครงการโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวังที่พระราชทานให้กรมราชทัณฑ์ด้วย”
“ในโอกาสมหามงคลยิ่ง ข้าพระพุทธเจ้าและข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน รวมทั้งพสกนิกรชาวไทย ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขอพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงมีพระชนมพรรษายิ่งยืนนาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เป็นฉัตรแก้วปกปักรักษาพวกเราชาวไทยตลอดไป ขอทรงพระเจริญ” นายสุทธิพงษ์กล่าว
⦁ ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด ในทุกมิติ
ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย กล่าวว่า ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จนถึงพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ประจักษ์ชัดว่าพระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นไปตามพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
“พระองค์ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด งานของสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระพันปีหลวง ในทุกมิติ อาทิ เรื่องการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 พระองค์พระราชทานเครื่องมือทางการแพทย์ อาทิ รถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยไปยังทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ให้ทุกโรงพยาบาล รวมทั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ก็เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนที่อยู่โดยรอบ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระผู้ให้กำเนิดโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชทั่วประเทศ เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร”
“ขณะที่แนวพระราชดำริเรื่องโคกหนองนานั้น คือการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน ซึ่งนี่คือเศรษฐกิจพอเพียงโดยแท้ เพราะเมื่อพอมีกิน พอมีอยู่ พอมีใช้ ก็จะดูแลคุณภาพชีวิตได้ดี เพราะจากวิกฤตในโลกนี้ เริ่มขาดแคลนอาหารแล้ว เรามีวิกฤตเรื่องสุขภาพ วิกฤตเรื่องยา เรื่องอาหารเพราะสภาวะสงคราม วิกฤตพลังงาน และถ้าเกิดวิกฤตที่สุด เราไม่สามารถกินรถได้ มีมอเตอร์ไซค์แต่ไม่มีน้ำมันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่ถ้าทุกคนอยู่กับที่ ไม่ย้ายถิ่นฐานและสร้างแผ่นดินตรงนั้นให้เป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ไม่มีประเทศไหนในโลกเป็นแบบนี้ แต่ประเทศไทยมีโครงการตามแนวพระราชดำริมากมาย ขอเพียงลงมือทำ”
“และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานโครงการโคกหนองนาแห่งน้ำใจและความหวัง กรมราชทัณฑ์ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผู้ต้องขังให้มีพื้นฐานในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และการใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวภายหลังพ้นโทษได้อย่างยั่งยืน จากการดำเนินโครงการ ผลเป็นที่ประจักษ์ชัด โดยข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ผู้ที่เข้ารับการอบรมโครงการโคกหนองนา มีน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ที่กลับมาทำผิดซ้ำ จากเดิมมีตัวเลขของคนที่กลับมาทำความผิดซ้ำประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์”

ดร.วันดีกล่าวอีกว่า พระราชปณิธานเรื่องการสืบสาน รักษา และต่อยอด มิได้ทรงงานเพียงพระองค์เดียว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระราชธิดาทั้ง 2 พระองค์ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ด้วย
“พระองค์ทรงมีลมหายใจเป็นประชาชน พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มีทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์กับมวลมหาประชาราษฎร์ทั้งสิ้น ทุกๆ พระราชกรณียกิจช่วยยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน หากพูดด้วยภาษาชาวบ้านก็พูดได้ว่า หัวใจของทุกพระองค์คือประชาชน เพื่อทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข สิ่งที่ทรงจะเป็นห่วงก็คือประชาชนทั้งสิ้น”
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติให้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นลูกกตัญญู ด้วยทรงสืบสานรักษาและต่อยอด ทั้งงานของพ่อและงานของแม่เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน”
ดร.วันดีกล่าวอีกว่า ในฐานะประชาชนคนไทยที่มีโอกาสได้ถวายงาน แม้เป็นส่วนเล็กๆ ที่คืนคุณให้แผ่นดิน รู้สึกภาคภูมิใจ และภาคภูมิใจที่เกิดมาบนแผ่นดินไทยที่มีพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงงานหนักมาก เพื่อปวงชนชาวไทย
“เนื่องในโอกาสมหามงคลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน สถิตเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนาน”

