เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นวันที่ 12 โดยวันนี้ สำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรีให้ประชาชนได้เข้าถวายสักการะตั้งแต่เวลา 05.00 น. จนกระทั่งเวลา 08.00 น. จึงเปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ ก่อนจะเดินตามทางระเบียงคด ผ่านพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่กำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งแม้ว่าบรรยากาศจะมีแดดแรง และร้อนอบอ้าว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต่อแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกคนไม่มีสีหน้าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด หลายคนกอดพระบรมฉายาลักษณ์ที่นำมาจากบ้านไว้แนบอกตลอดเวลา และเมื่อได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพแล้ว สำนักพระราชวังแจกภาพพระบรมโกศ พิมพ์ 4 สี ขนาด 5 คูณ 7 นิ้ว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรทุกคนเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
นางสำรวล สอดส่อง อายุ 52 ปี ลูกเสือชาวบ้าน อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง กล่าวทั้งน้ำตาว่า พูดไม่ออก และไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ เพราะตนรู้สึกสูญเสียและเสียใจอย่างมาก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต พระองค์ทรงเป็นผู้เสียสละอย่างมากเพื่อให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรมีความอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากจะเปรียบถึงพระคุณของพระองค์ คงไม่สามารถกล่าวได้หมด ทำให้แม้ว่าจะรอนานถึง 4-5 ชั่วโมง แต่ตนก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างไร ซึ่งเมื่อถวายสักการะพระองค์แล้ว น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด
“ในฐานะที่เป็นลูกเสือชาวบ้าน ได้มีโอกาสฝึกอบรม รับมอบผ้าพันคอ ธงและปฏิญาณตนต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ จึงรู้สึกมีความใกล้ชิดกับพระองค์อย่างบอกไม่ถูก เมื่อรู้ว่าพระองค์สวรรคตเหมือนฝันสลาย รู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งเมื่อทางศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคราะห์ ได้จัดคิวให้ชมรมลูกเสือชาวบ้าน จ.อ่างทอง เข้าสักการะพระองค์ จึงรู้สึกดีใจมาก โดยเดินทางออกจาก อ.โพธิ์ทอง ตั้งแต่ตี 1 ถึงกรุงเทพฯ ประมาณตี 5 จากนั้นรอประมาณ 4 -5 ชั่วโมงก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยใดทั้งสิ้น ซึ่งเมื่อได้ถวายพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศของพระองค์น้ำตาก็ไหลออกมาไม่หยุด เพราะเต็มไปด้วยความรู้สึกใจหายที่พระองค์ได้จากเราไปแล้ว” นางสำรวจกล่าวด้วยความโศกเศร้า

นพ.วิทยา กำเนิดตันมณี อายุ 45 ปี แพทย์แผนกรังสี โรงพยาบาลวิภาราม (พัฒนาการ) กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้าถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศแล้ว ประมาณเวลา 09.30 น. ก็ได้ร่วมกับเพื่อนประมาณ 4 คน นำพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ ขนาดโปสการ์ด ขนาด 30 คูณ 30 เซนติเมตร และ ขนาด 10 คูณ 10 เซนติเมตร สำหรับติดรถยนต์ จำนวนรวม 500 ชิ้น มาแจกกับให้แก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว และตั้งใจว่า หากมีโอกาสก็จะนำมาแจกอีกเรื่อยๆ โดยเหตุผลสำคัญที่นำพระบรมสาทิสลักษณ์มาแจกก็เพราะว่า เห็นคนนำอาหารมาแจกจำนวนมากแล้ว และอาหารส่วนใหญ่ก็เหลือเป็นจำนวนมาก จึงคิดกับเพื่อนบ้านว่าจะแจกพระบรมสาทิสลักษณ์เพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ประชาชน โดยใช้ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ต้นแบบจากภาพที่ตนเองเคยซื้อมาอัดแจกให้แก่ประชาชน อย่างน้อยก็เป็นการทำความดีถวายพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย เท่าที่ประชาชนจะทำได้
“เมื่อทราบข่าวว่า พระองค์สวรรคตรู้สึกเสียใจมาก เพราะพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศไทยอย่างมาก ทรงมีพระปรีชาสามารถในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่นบนดอย มาเป็นพืชเมืองหนาว พืชเศรษฐกิจให้ชาวเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นับเป็นต้นแบบแห่งทุกๆ อย่างให้พสนิกรทุกคนน้อมนำมาปฏิบัติตาม ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำความดีถวายเป็นพระองค์เท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อถวายพระราชกุศล” น.พ.วิทยากล่าวด้วยความปีติ



