เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ดำเนินมาเป็นวันที่สามสิบเอ็ด และสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. ต่อเนื่องทุกวันเป็นวันที่สิบหก
เวลาประมาณ 07.00 น. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมศพ ทรงกราบหน้าพระโกศพระบรมศพ หลังจากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร มีพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารและวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม จากนั้นได้ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม
ต่อมาเวลา 07.30 น. สำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 21.00 น. ว่ามีจำนวน 29,563 คน รวม 15 วัน ทั้งสิ้น 436,891 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,345,704 บาท รวม 15 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 29,252,779 บาท
สำหรับบรรยากาศการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศยังเดินทางมายังท้องสนามหลวงต่อแถวเพื่อรอถวายสักการะพระบรมศพอย่างล้นหลาม เนื่องจากเป็นช่วงสุดสัปดาห์ และแม้ว่าอากาศวันนี้จะค่อนข้างร้อนแต่ประชาชนก็ยังยืนต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ โดยสำนักพระราชวังได้เปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะก่อนเวลาจริงตั้งแต่เวลา 05.00 น. ผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ผ่านพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่กำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเพื่อขึ้นไปถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
เวลา 08.30 น. ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวซื้อบัตรเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งวันนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวหนาแน่น และได้เปลี่ยนเส้นทางให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะทางประตูมณีนพรัตน์ ผ่านระเบียงคด และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เข้าสู่กำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเพื่อขึ้นไปถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ และเดินออกทางประตูศรีสุนทรและเทวาภิรมย์





นางหนูเล็ก เจริญศรี อายุ 86 ปี ชาวปทุมธานี เดินทางด้วยรถบัสของเทศบาลปทุมธานี ตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง พร้อมด้วยกลุ่มสตรีผู้ถือศีลราว 40 คน โดยนางหนูเล็กกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า รู้สึกตื้นตันใจมากที่ได้มาสักการะพระองค์ เพราะพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นพ่อที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน พระองค์ทรงพัฒนาบ้านเมืองให้ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตนตั้งใจที่จะมาถวายสักการะพระองค์ให้ได้สักครั้งในชีวิต แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใด ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของตนเอง เพราะอายุมากและเดินเหินไม่สะดวก
“เสียใจมากที่พระองค์สวรรคต อยากให้พระองค์มีพระชนม์ชีพอยู่ต่อหากเป็นไปได้ ที่ผ่านมาแม้ว่าพระองค์จะประชวรและประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ก็ยังเสด็จลงมาทอดพระเนตรประชาชนแค่เห็นก็ปลื้มใจ จะขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป และจะบอกกับลูกหลานให้ยึดในหลวงเป็นแบบอย่าง มีความประหยัด มัธยัสถ์ เป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น” นางหนูเล็กกล่าว

นายเฉียบ เจียมพรหมราช อายุ 61 ปี ชาว อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ได้เดินทางพร้อมกับญาติ 6 คน ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน โดยมาพักที่บ้านญาติย่านสมุทรปราการ ก่อนที่เช้านี้ช่วงเวลา 03.00 น. ได้เดินทางมายังท้องสนามหลวง รู้สึกดีใจและปลื้มใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เดินทางมาสักการะพระองค์ และได้นำกล้วยหอมทอง 3 หวี ที่ปลูกเองมาถวายพระองค์ด้วย
“ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินของพระองค์ จะดำเนินชีวิตโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์มาเป็นแนวทาง โดยครอบครัวมีอาชีพปลูกผลไม้และค้าขายอยู่ที่ตลาดสุรนารี” นายเฉียบกล่าว

นายซัวฮิบ เจริญสุข อายุ 36 ปี ลูกเสือชาวบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี เดินทางพร้อมกับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านอีกกว่า 250 คน โดยมีกลุ่มลูกเสือชาวมุสลิมราว 50 คน นายซัวฮิบกล่าวว่า พระองค์มีแต่ให้กับพวกเราประชาชนคนไทยทุกคน ทำให้พวกเราอยู่เย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ ในวันที่ไม่มีพระองค์อยู่กับพวกเราชาวไทยทุกคนแล้ว อยากให้ทุกคนรักสามัคคีกันให้มาก ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ช่วยเหลือกัน และน้อมนำพระราชดำรัสของพระองค์มาปฏิบัติตาม ซึ่งส่วนตัวนอกจากพระราชดำรัสของพระองค์แล้ว ยังปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนของลูกเสือที่ว่า จะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ

นางรมิดา พิศรูปพรรณ อายุ 73 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากบ้านย่านโชคชัย 4 ตั้งแต่เช้ามืด เดินทางมาจากบ้านพักคนเดียว แม้ว่าจะเดินไม่สะดวกเพราะผ่านการผ่าตัดหัวเข่าและหลังมา แต่ด้วยความตั้งใจอยากจะมากราบพระบรมศพ จึงมารอตั้งแต่เช้าจนกระทั่งได้รับความช่วยเหลือจากจิตอาสาเข็นรถเข้ามาส่งด้านใน
“ตั้งใจจะมากราบพระบรมศพพระองค์นานแล้ว แต่ด้วยสภาพร่างกายไม่พร้อมเท่าที่ควรจึงเพิ่งมีโอกาสเดินทางมาวันนี้ บวกกับความตั้งใจที่วันนี้ครบ 1 เดือนที่พระองค์สวรรคตด้วยไม่ว่าลำบากแค่ไหนก็ต้องมาให้ได้ ขณะที่ได้ขึ้นไปสักการะได้อธิษฐานบอกให้พระองค์บรรทมบนสวรรค์อย่างสบาย หลังจากทรงงานเพื่อประชาชนมานานกว่า 70 ปี ส่วนตัวจะขอเป็นข้ารองพระบาทพระองค์ไปทุกๆ ชาติ และจะดำเนินรอยตามคำที่พระองค์ทรงสั่งสอน โดยเฉพาะเรื่องความอดทนที่ยึดเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตมาตลอด 73 ปี” นางรมิดากล่าวทั้งน้ำตา




