อลังการ ‘พระเมรุมาศ ร.9’ จำลอง ‘เขาพระสุเมรุ-ป่าหิมพานต์’ อัญเชิญ ‘เทพยดา’ ร่วมรับเสด็จ..ส่งสู่สวรรคาลัย

7.12.16 | 13:21 น.

แปลน “พระเมรุมาศ” ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 มีลักษณะทรงบุษบก มียอดปราสาท 9 ยอด ยอดกลางมี 7 ชั้นเชิงกลอน มีความวิจิตรงดงามตามพระราชประเพณีโบราณและสมพระเกียรติ ออกแบบโดย นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรม สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้เป็นศิษย์เอกของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ศิลปินแห่งชาติสาขาสถาปัตยกรรม ประจำปี 2541 ผู้ล่วงลับไปแล้ว และนายก่อเกียรติยังมีส่วนร่วมในการออกแบบพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี 2539, สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี 2551 และ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ปี 2555 อีกด้วย

66

นายก่อเกียรติเล่าถึงที่มาของการออกแบบพระเมรุมาศ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่เคยมีรับสั่งเกี่ยวกับพระเมรุมาศของพระองค์ว่าต้องเป็นแบบใดเป็นลายลักษณ์อักษร ต่างจากเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่เคยมีรับสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “…ถ้าเป็นการศพของผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์อันควรจะได้เป็นเกียรติยศ ก็ไม่อาจจะลดทอนด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศ เมื่อถึงตัวฉันเองแล้ว เห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาพอควรในท้องสนามหลวง…” ด้วยเหตุนี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ลักษณะของพระเมรุมาศเป็นเพียงพระเมรุชั้นเดียว มีการถอดเอาพระเมรุใหญ่ซึ่งเป็นพระเมรุทรงปรางค์ที่คลุมอยู่ภายนอกออกไป ฉะนั้นเมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 ไม่เคยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับพระเมรุมาศไว้ ทางผู้ออกแบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ จึงยึดตามพระราชประเพณีที่ผ่านมีมา โดยพระเมรุมาศจะมีลักษณะเป็นทรงบุษบกยอดปราสาท

แบบพระเมรุมาศในครั้งนี้ ยังเกี่ยวพันกับคติความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนาและพราหมณ์ โดยทางพุทธศาสนายึดตามคติไตรภูมิ กล่าวถึงเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม ส่วนในทางศาสนาพราหมณ์นับถือพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และเชื่อว่าพระมหากษัตริย์สืบเชื้อสายมาจากเทพเจ้า ตลอดจนได้คำนึงถึงความสวยงาม หรือสุนทรียศาสตร์ คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย และถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ฐานานุศักดิ์ หรือองค์ประกอบในทางสถาปัตยกรรม

55

Advertisement

“โจทย์ที่ได้รับในการออกแบบพระเมรุมาศ รัชกาลที่ 9 คือต้องยึดตามพระราชประเพณี สมพระเกียรติและไม่เหมือนที่เคยมีมา จึงออกแบบเป็นทรงบุษบก มียอดปราสาท 9 ยอด โดยตรงกลางเป็นบุษบกใหญ่มี 7 ชั้นเชิงกลอน แวดล้อมด้วยบุษบกที่ขนาดเล็กลงมาที่มุมทั้งสี่ วางลดหลั่นกันลงมาอีกมุมทั้งสี่ บุษบกที่วางลดหลั่นดังกล่าวให้ความรู้สึกอิสระ ซึ่งผมได้แนวคิดการจัดวางยอดมาจากพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้พระเมรุมาศจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 60 เมตร สูง 50.49 เมตร มีพื้น 4 ชั้น บุษบก 9 ยอด มี 4 นัย คือ 1.เป็นสัญลักษณ์ของในหลวง รัชกาลที่ 9 2.เลข 9 เป็นเลขคี่ ยอดบุษบกจึงสามารถมีได้ตั้งแต่ 1 ยอด 3 ยอด 5 ยอด 9 ยอด และ 13 ยอด 3.สื่อถึงพระนารายณ์อวตาร 10 ปาง โดยในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ ปางที่ 9 พุทธาวตาร และ 4.เรื่องการใช้สอย โดยบุษบกขนาดใหญ่ตรงกลางสำหรับวางจิตกาธาน ที่วางหีบพระบรมศพ และพระบรมโกศ จะมีเตาน้ำมันซ่อนอยู่ในจิตกาธาน ส่วนบุษบกถัดมา 4 มุม จะใช้วาง “สำซ่าง” หรือพื้นที่สำหรับพระสงฆ์สวดพระอภิธรรม 4 สำรับ และบุษบกที่มุมทั้ง 4 ถัดมา ก็คือหอเปลื้องซึ่งเป็นที่เก็บเครื่องพระโกศ รวมถึงเก็บข้าวของต่างๆ ที่ใช้ในงานพระเมรุมาศ” นายก่อเกียรติกล่าว

ส่วนรอบนอกพระเมรุมาศจะมีการออกแบบภูมิทัศน์โดยนำโครงการต่างๆ ของพระองค์ท่าน เช่น กังหันชัยพัฒนา เครื่องดันน้ำ การปลูกหญ้าแฝก ฯลฯ มาใช้ในการออกแบบและปรับปรุงภูมิทัศน์ พระเมรุมาศเป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ และบริเวณเชิงเขาพระสุเมรุเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ซึ่งประกอบด้วยเขามอ (ภูเขาหินในป่าหิมพานต์) สัตว์หิมพานต์ต่างๆ สระอโนดาต การออกแบบพระเมรุครั้งนี้จะแตกต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างในคราวสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะมีสัตว์หิมพานต์ และเขามอ ส่วนสระอโนดาตจะเป็นการทำสีขึ้น แต่ครั้งนี้จะมีการขุดสระน้ำขึ้นจริงๆ ทั้งนี้ บริเวณเชิงบันไดจะมีเสาพญานาคเศียรเดียวทั้ง 4 มุม แต่ละมุมจะออกแบบพญานาคไม่เหมือนกัน บริเวณทางขึ้นจะมีสัตว์ 4 ชนิดตามไตรภูมิ นั่นคือ ช้าง ม้า พระโค และสิงห์ โดยทิศเหนือ จะเป็นช้างสูง 108 เซนติเมตร เฝ้าบันได และที่ริมสระอโนดาต จะมีสวนช้าง 10 ตระกูล ความสูง 30 เซนติเมตร ประกอบด้วย 1.ช้างตระกูลกาฬวกะหัตถี หรือกาลาวกหัตถี สีดำ 2.ช้างตระกูลคับเคยยนาเคนทร์ หรือคังไคย สีอุทกวารี (น้ำ) 3.ช้างตระกูลปัณฑรนาเคนทร์ หรือปัณฑรหัตถี สีขาว 4.ช้างตระกูลตัมพหัตถี สีทองแดง 5.ช้างตระกูลปิงคถหัตถี สีจำปา 6.ช้างตระกูลคันธหัตถี สีไม้กฤษณา 7.ช้างตระกูลมงคลหัตถี สีอัญชัญ 8.ช้างตระกูลเหมหัตถี สีทอง 9.ช้างตระกูลอุโบสถ สีทอง และ 10.ช้างตระกูลฉัททันต์ สีขาวบริสุทธิ์

ทิศตะวันออก เป็นสิงห์ โดยมีสิงห์ 4 ชนิด ประกอบด้วย ติณราชสีห์ รูปร่างคล้ายวัว ขนสีหม่นหรือมัว, กาฬราชสีห์ ขนสีดำ, บัณฑูสุรมฤคราชสีห์ ขนสีเหลือง และทักษิณาวัฏ ขนคอสีแดง, ทิศใต้ เป็นพระโค และปัญจมหานที (แม่น้ำ) 5 สาย ซึ่งสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วย คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ และทิศตะวันตก เป็นม้า ส่วนเหตุผลที่ต้องเป็นช้าง ม้า พระโค และสิงห์นั้น เนื่องจากตอนที่พระนางสิริมหามายาจะประสูติเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ได้ทรงสุบินนิมิตช้าง ส่วนสิงห์ สื่อถึงการแสดงธรรมอย่างเสาอโศก ก็เป็นหัวสิงห์ ส่วนพระโค สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ สำหรับม้า เป็นพาหนะของเจ้าชายสิทธัตถะ โดยพระองค์ได้ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช

พระเมรุมาศ มีพื้น 4 ชั้น โดยชั้นล่างสุด คือ ลานพื้นอุตราวรรต สำหรับการเดินเวียนซ้าย เป็นการถวายพระเกียรติอย่างสูงสุด, ชั้นชาลาที่ 1 มีประติมากรรมเฝ้า บันได คือ คชสีห์ ราชสีห์, บันไดพญานาค 3 เศียร รูปแบบมกร ประกอบด้วยสัตว์ 5 ชนิด คือ ช้าง จระเข้ กวาง สิงห์ งู/มังกร ส่วนทางขึ้นของสะพานเกริน เป็นพระอินทร์ และพระพรหม และบริเวณมุมมีจตุโลกบาลเฝ้าทั้ง 4 มุม, ชั้นชาลาที่ 2 ซึ่งมีหอเปลื้องวาง 4 มุมนั้น จะมีประติมากรรมเฝ้าบันได เป็นครุฑ, บันไดเป็นพญานาค 5 เศียร รูปแบบเหมือนทางขึ้นพระพุทธบาทสระบุรี ส่วนฐานประดับเป็นเทพชุมนุมผู้ปรารถนาไปแดนพุทธภูมิ สำหรับทางขึ้นของสะพานเกริน เป็นพระอิศวร และพระนารายณ์ มารับเสด็จส่งสู่สวรรคาลัย

ชั้นชาลาที่ 3 ซึ่งเป็นที่วาง “สำซ่าง” หรือพื้นที่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม 4 ด้านนั้น ทางขึ้นบันได จะมีประติมากรรมเป็นเทวดายืนเชิญฉัตร 7 ชั้น รูปแบบเทวดาเหมือนจริง ลวดลายประดับเป็นศิลปะทวารวดี ศรีวิชัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ บันไดพญานาคแบบจำแลงหน้าเหมือนมนุษย์ โดยมีเทวดา และครุฑ ประดับฐานรับบุษบก และชั้นชาลาที่ 4 ซึ่งเป็นที่ตั้งจิตกาธานประดิษฐานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศนั้น ประดับฉากบังเพลิงสีชมพูอมทอง อมขาว ด้านหน้าของฉากบังเพลิง เขียนภาพจิตรกรรมโครงการพระราชดำริและพระนารายณ์ ด้านในเขียนภาพดอกบัวทองและเงิน ดอกมณฑาซึ่งเป็นดอกไม้แห่งสรวงสวรรค์ ดอกกล้วยไม้แคทลียา ควีนสิริกิติ์ ดอกหน้าวัวสีชมพูซึ่งเป็นดอกไม้ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ทรงถวายในหลวง ร.9 อยู่บ่อยๆ

“ฉากบังเพลิง จะมีการเขียนภาพการกำเนิดพระนารายณ์ 10 ปาง โดยเลือกมา 9 ปาง (ยกเว้น ปางที่ 1 มัตสยาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นปลาชื่อ “ศผริ” เพื่อช่วยพระมนูให้รอดจากโลกาวินาศ) โดย 9 ปางที่เลือกมา มีดังนี้ ปางที่ 2 กูรมาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นเต่าเพื่อรองรับเขาสมุทรมันทรในพิธีกวนเกษียรสมุทร, ปางที่ 3 วราหาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นหมูป่า เพื่อประหารยักษ์หิรัณยากษะ ซึ่งได้ลักเอาแผ่นดินโลกไปจากพื้นสมุทร, ปางที่ 4 นรสิงหาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นนรสิงห์ (ครึ่งคนครึ่งสิงห์) เพื่อประหารพญายักษ์หิรัณยกศิปุ, ปางที่ 5 วามนาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นพราหมณ์หลังค่อมชื่อวามนพราหมณ์ เพื่อปราบพยศของพญายักษ์มหาพลี, ปางที่ 6 ปรศุรามาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นพราหมณ์ชื่อปรศุราม (รามผู้ถือขวาน) เพื่อปราบกษัตริย์ผู้มีพันกรชื่อกรรตวิรยะอรชุน ซึ่งเบียดเบียนข่มเหงคนวรรณะพราหมณ์อย่างหนัก และกวาดล้างเชื้อวงศ์วรรณะกษัตริย์ที่เป็นบุรุษจนหมดสิ้นทั้งโลก, ปางที่ 7 รามาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นพระราม กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยา วีรบุรุษในมหากาพย์เรื่องรามายณะ, ปางที่ 8 กฤษณาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นพระกฤษณะ กษัตริย์แห่งกรุงทวารกา, ปางที่ 9 พุทธาวตาร พระวิษณุอวตารเป็นพระโคตมพุทธเจ้า ศาสดาในศาสนาพุทธ โดยปางที่ 9 นี้ ไม่มีการเขียนภาพ เพราะถือว่าในหลวง ร.9 ที่อยู่ในพระบรมโกศคือปางที่ 9 และ ปางที่ 10 กัลกยาวตาร ในอนาคตกาลเมื่อถึงปลายกลียุค พระวิษณุจะอวตารมาเป็นบุรุษขี่ม้าขาวชื่อกัลกิ เพื่อปราบยุคเข็ญ”

ในส่วนของภาพจิตรกรรมที่ฉากบังเพลิงนั้น เขียนแบบศิลปะรัชกาลที่ 9 แบบจิตรกรรมฝาผนังพระพุทธรัตนสถานตามแนวพระราชดำริ ช่างสิบหมู่จะเป็นผู้เขียนภาพ ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชปรารภว่าอยากให้มีโครงการพระราชดำริอยู่ในฉากบังเพลิงด้วย ทางตนมาคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะนำโครงการพระราชดำริมาถ่ายทอดอยู่ในฉากบังเพลิง เนื่องจากโครงการหลวง และโครงการพระราชดำริมีมากมาย ทางพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณซึ่งเป็นหัวหน้าพระมหาราชครู แนะนำว่าให้นำโครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริมาจัดหมวดหมู่เป็น 4 หมวด ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยทิศตะวันออก คือ พระอัคนี (ไฟ) อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอดีเซล, ทิศใต้ แม่พระธรณี (ดิน) เช่น โครงการแกล้งดิน โครงการชั่งหัวมัน, ทิศตะวันตก พระวายุ (ลม) อาทิ เมฆ กังหัน โครงการฝนหลวง ฯลฯ และทิศเหนือ พระแม่คงคา (น้ำ) อาทิ ชลประทาน นอกจากนี้ จะมีภาพเขียนจิตรกรรมโครงการพระราชดำริวางอยู่ที่ทับเกษตรทั้ง 4 ด้านด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าโครงการพระราชดำริใดบ้างจะนำมาเขียนภาพจิตรกรรม

ส่วนสีพระเมรุมาศ จะใช้ผ้าทองย่นสาบสี 5 สีหลัก ได้แก่ สีทอง สีขาว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเขียว โดยสีทอง หรือสีเหลือง แทนถึงสีประจำวันเกิด, สีขาว สื่อถึงความดี และธรรมแห่งการปกครอง, สีน้ำเงิน เป็นสีแห่งพระมหากษัตริย์, สีชมพู สีเสริมความมงคล พลานามัยแข็งแรง และสีเขียว แทนถึงเกษตรกรรม ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านนำความอุดมสมบูรณ์มาสู่ประเทศ ในส่วนของผ้าทองย่นสาบสีนั้น ทางคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ได้สั่งจากประเทศจีนมาถวาย ขณะนี้ได้จัดหาเตรียมไว้ให้ที่สำนักช่างสิบหมู่เรียบร้อยแล้ว ส่วนไม้ จะเป็นไม้เทียม หรือไม้ประดิษฐ์ไฟเบอร์กลาสหล่อลักษณะลวดลายเป็นงานซ้อนไม้ ซึ่งใช้สำหรับงานลำลอง หรืองานชั่วคราว ทั้งนี้ จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จไม่เกินเดือนกันยายน 2560 ตามที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี แถลง ซึ่งถ้าก่อสร้างเสร็จเร็ว และทิ้งระยะเวลานานเกินไป สีพระเมรุมาศอาจซีด หรือตกได้

ถ้าพูดถึงความพิเศษของพระเมรุมาศ จะมีลักษณะพิเศษ 4 ประการ คือ 1.ชั้นเชิงกลอน ความใหญ่ของบุษบก 7 เชิงกลอน ซึ่งไม่เคยมีถึง 7 ชั้นมาก่อน บริเวณชั้นเหม เป็นพุทธภูมิ 2.สื่อถึงพระองค์ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ 3.พระเมรุ ที่ผ่านมามี 2-3 ชั้น แต่ครั้งนี้มี 4 ชั้น เมื่อยิ่งสูงก็ยิ่งแสดงถึงความสมจริงของพระสุเมรุมากยิ่งขึ้น 4.เขาของจักรวาล ที่มีสระน้ำ หรือสระอโนดาตล้อมรอบพระสุเมรุ โดยสระอโนดาตทั้ง 4 นั้น ได้มีการขุดสระน้ำขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่การทำสีเหมือนก่อน 5.เสาโคมไฟครุฑ จากเดิมที่ผ่านมาเป็นหงส์ ทั้งนี้ เพราะครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์

ส่วนที่ถามว่าพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ และสูง สวนทางกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่นั้น โจทย์ของเราคือการส่งพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย จึงต้องทำให้สมพระเกียรติ ซึ่งขนาดที่ใหญ่ไม่ได้หมายถึงความไม่พอเพียง เพราะเราสามารถพอเพียงในเรื่องอื่นๆ ได้ เช่น วัสดุที่นำมาใช้ในงานก่อสร้างเป็นไม้ประดิษฐ์หรือไม้เทียมลวดลาย หล่อด้วยไฟเบอร์กลาส โครงสร้างก็ใช้โครงสร้างเหล็ก เป็นต้น มองว่าขนาดที่ใหญ่โตกับเรื่องของความพอเพียงเป็นคนละเรื่องกัน นอกจากนี้ สัดส่วนของพระเมรุมาศเป็นไปตามอัตราส่วนที่ต้องคำนึงถึงการใช้พื้นที่สำหรับวางจิตกาธาน หีบพระบรมศพ และพระบรมโกศ ตลอดจนพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ

ที่สำคัญพระองค์ท่านทรงเป็นเดอะคิง ออฟ คิงส์ ทรงเป็นคิงในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน และการทำพระเมรุมาศเป็นการถวายพระเกียรติพระองค์ท่านอันสูงสุดที่พึงจะทำได้ ฉะนั้น จึงควรดำเนินการให้สมพระเกียรติ

22

33

44