ชาวเขา 7 ชนเผ่า เข้าสักการะพระบรมศพ สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ “ถ้าไม่มีพ่อหลวง ร.9 คงไม่ได้เป็นคนไทย “

14.12.16 | 10:30 น.

เมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 14 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะชาวเขาจาก 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน และพะเยา รวม 7 ชนเผ่า ได้แก่ ลาหู่ ปะหล่อง จีนยูนาน ปกาเกอะญอ ลีซอ อาข่า และม้ง พร้อมเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวง รวมทั้งสิ้น 1,741 คน เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้วยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้พระราชทานโครงการหลวงจนทำให้มีอาชีพมั่นคง มีรายได้จากการปลูกพืชเขตหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น ทั้งยังนำพืชผลจากแปลงของตนเองที่เป็นผลจากการส่งเสริมของโครงการหลวงมาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ เพื่อที่สำนักพระราชวังจะได้นำไปทำอาหารให้แก่ประชาชนที่มากราบสักการะพระบรมศพต่อไป

15555799_10212037057629931_473210301_n

15451316_10212037057229921_117835755_n

ทั้งนี้กลุ่มชาวเขาในชุดแต่งกายประจำเผ่าและเจ้าหน้าที่เดินทางมาถึงท้องสนามหลวง เวลา 00.30 น. ของวันที่ 14 ธันวาคม จากนั้นได้ทำความสะอาดร่างกาย ล้างหน้าแปรงฟัน ที่สวนสราญรมย์ ก่อนเดินมาต่อคิวเข้าแถวเป็นกลุ่มแรก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ชาวเขาส่วนใหญ่จะอดหลับอดนอน หลับไม่เต็มตื่น แต่ทุกคนก็มีสีหน้ายิ้มแย้มไม่แสดงอาการเหนื่อยให้เห็น เพราะมีความตั้งใจจะมาถวายสักการะพระบรมศพ “พ่อหลวง” ของพวกเขาอย่างใกล้ชิดสักครั้งหนึ่งในชีวิต

นายคำแดง ลายเฮิง อายุ 54 ปี ชาวเขาเผ่าปะหล่อง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เกษตรกรที่เลิกปลูกฝิ่นตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หันมาประกอบอาชีพสุจริตด้วยการปลูกไม้ผลไม้ดอกทดแทน จนมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง กล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า เคยเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์อย่างใกล้ชิด 2 ครั้งที่ดอยอ่างขาง สมัยยังเป็นหนุ่มแน่นได้เห็นชาวบ้านชาวเขาเอาของมาถวายหลายอย่าง ซึ่งตัวเองดีใจมากๆ เคยได้ถวายพระพุทธรูปด้วย

Advertisement

“ผมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาก ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ชีวิตพวกเราคงลำบากกว่านี้ แต่ก่อนปลูกฝิ่นเลี้ยงชีพมีรายได้ แต่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ในการซื้อขายเพราะเป็นสิ่งผิดกฏหมาย พอในหลวงรัชกาลที่ 9 มาส่งเสริมและมีเจ้าหน้าที่จากโครงการหลวงมาแนะนำการปลูกการเกษตร ช่วงแรกจึงปลูกบ๊วยและลูกพลัม โดยปัจจุบันหันมาปลูกผักอินทรีย์และชา วินาทีที่ทราบข่าวว่าพระองค์เสด็จสวรรคก็เสียใจ ไม่เป็นอันทำการทำงาน นึกถึงพระองค์ตลอด” นายคำแดงกล่าว

นายนาโม หมันเฮิง พ่ออุ้ยเผ่าปาหล่องวัย 88 ปี จาก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า อดีตตนเองเคยเดินรอนแรมด้วยสองเท้า จากเขตปกครองไทยใหญ่ ฝั่งประเทศเมียนมาร์ รวมระยะเวลา 18 วัน 18 คืน พร้อมกับเพื่อนบ้านอีก 8 ครอบครัวมาอยู่เมืองไทย ตอนแรกร่อนเร่ไม่มีหลักแหล่ง หากินโดยปลูกฝิ่นปลูกข้าวโพดเลี้ยงชีพ กระทั่งทราบข่าวว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จฯ มาที่ดอยอ่างขาง จึงพากับไปเฝ้าฯ รอรับเสด็จ หวังพึ่งพระบารมีขออาศัยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร ถ้าไม่มีพระองค์ ตนคงไม่ได้เป็นคนไทย วันนั้นตนกราบแทบพระบาท ทูลขอมาอาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย ขอเป็นลูกเป็นหลานของพระองค์

พ่ออุ้ยนาโม เล่าต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 รับสั่งถามคณะมีใครมาบ้าง ก็ถวายรายงานว่ามีพระ ผู้สูงอายุ และเด็ก ด้วยพระเมตตาทรงรับพวกตนไว้โดยทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อยู่ในพื้นที่ หมู่บ้านนอแล หมู่ที่ 14 ตำบลม่อนปิ่น อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งพระราชทานเงินจำนวน 5,000 บาท เพื่อสร้างศาลาวัดให้ประกอบศาสนกิจ ด้วยความตื่นเต้นและดีใจตนจึงทูลเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปซึ่งอุ้มติดตัวมาเพื่อตอบแทนพระเมตตา หลังจากนั้นประกอบอาชีพเป็นเกษตรกร ปลูกผักผลไม้, ดอกกุหลาบ และชา ส่งผลผลิตให้กับโครงการหลวง ซึ่งรายได้ไม่ใช่แค่ลืมตาอ้าปากได้ แต่ยังส่งเสียลูกหลานได้ร่ำเรียนมีการศึกษา เรียนจบปริญญาตรีหมดทุกคน

“ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ผมคงไม่ได้เป็นคนไทย เมื่อรู้ว่าพระองค์สวรรคตก็ทุกข์ใจมาก กินข้าวปลาไม่ได้ 5-6 วัน ชีวิตผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ ภูมิใจที่ได้เป็นคนในแผ่นดินของพระองค์” พ่ออุ้ยนาโม กล่าว

นางวัลภา ธำรงวนาลัย ชาวเข้าเผ่ากะเหรี่ยงอายุ 23 ปี จาก จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ขายของในมูลนิธิโครงการหลวง รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวเขาจากปลูกฝิ่น ให้ได้มีอาชีพทำกิจโดยสุจริต ทำมาหากินจนได้เรียนหนังสือและมีอาชีพมั่นคง ทั้งนี้ตนเองดีใจที่ได้มีโอกาสเข้ามากราบสักการะพระบรมศพ ซึ่งไม่คิดว่าจะได้มา เพราะอยู่ไกลเมื่อได้มากราบพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ก็ตื้นตันจนน้ำตาไหล เพราะเคยได้เห็นภาพพระองค์ ขณะทรงประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ เพื่อนประชาชน คิดว่าพระองค์ท่านคงจะเหนื่อยมาก โดยตนเองจะยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพิเพียงของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิต

15497968_10212037061350024_1759231858_n

15554992_10212037057949939_1653444773_n

15555092_10212037062750059_708579235_n

นายสุวรรณ วิหกไพรวัลย์ ชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอ อายุ 34 ปี จ.เชียงใหม่ ประกอบอาชีพปลูกพืชผักเมืองหนาว ส่งขายให้กับโครงการหลวง กล่าวว่า รู้สึกตื้นตันใจที่ได้มีเข้าสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 พอรู้ว่าทรงเสด็จสวรรคต ชาวปกาเกอะญอรู้สึกเสียใจมาก เพราะพระองค์ทรงช่วยเหลือประชาชนให้มีอาชีพทำกิน โดยไม่แบ่งแยก ทั้งที่ชาวเขาเผ่าต่างๆ อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แต่ก็ไม่ทรงทอดทิ้งประชาชน ปัจจุบันตนทำงานปลูกผัก สามารถเลี้ยงดูครอบครัวและส่งลูก 2 คนเรียนหนังสือทำให้มีความรู้ มีอนาคตที่ดี ทั้งนี้ตนจะสอนให้ลูกใช้ชีวิตแบบพอเพียง และนำแนวคิดพระราชดำรัสต่างๆ ของพระองค์มาใช้ในการดำเนินชีวิต

ขณะที่นางวไลพร แก้วเกิด ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง อายุ 50 ปี เดินทางมาจาก จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ เพราะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทรงให้อาชีพที่มั่นคง เปลี่ยนแปลงชีวิตชาวเขาเผ่าต่างๆ ให้ดีขึ้น สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ จนตนเองมีโอกาสได้ส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อรู้ว่าเสด็จสวรรคตก็รู้สึกเสียใจมาก แต่ก็ตั้งใจจะสอนลูกหลานให้เดินตามรอยเท้าพ่อหลวงต่อไป