หญิงไทยในนอร์เวย์สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ ลางานชวนแฟนฝรั่งบินลัดฟ้ากราบพระบรมศพ เผยไม่เคยลืมบ้านเกิด เตรียมกลับมาพัฒนา

17.12.16 | 14:48 น.

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยวันนี้สำนักพระราชวังได้เปิดให้เข้ากราบถวายสักการะก่อนเมื่อเวลา 04.45 น. จากปกติ 08.30 น. พบว่ามีพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศใช้โอกาสในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทยอยเดินทางมาต่อแถวเพื่อเข้ากราบสักการะอย่างเนืองแน่น ท่ามกลางอากาศเย็นสบายตั้งแต่ช่วงเช้ามืด

นางสาวภัณฑิรา ไชยเพชร อายุ 24 ปี นักศึกษาไทยในต่างแดน เดินทางมาจากเมืองมอลเด ประเทศนอร์เวย์ พร้อมกับแฟนหนุ่มนายเพ คริสเตียน จอนเยน วัย 28 ปี นักวิศวกรรมไฟฟ้า กล่าวว่า ตั้งใจเดินทางกลับมายังประเทศไทย เพื่อสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชโดยเฉพาะ พื้นเพตนเป็นคนจ.มุกดาหาร ต่อมาได้ตามแม่บุญธรรมไปอยู่ที่ต่างประเทศประมาณ 9 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะอยู่ที่นั้นก็ได้ซึมซับเรื่องราวของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นติดตามข่าวสารต่างๆ ทั้งพระราชกรณียกิจ พระราชประวัติว่าทรงงานอย่างไรบ้าง ซึ่งก็ซาบซึ้งในน้ำพระราชหฤทัยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ยังจำได้ว่าพระองค์เคยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสร้างโรงเรียนร่มเกล้า บ้านหนองแคน อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สร้างจากเงินส่วนพระองค์แห่งแรกของไทย แม้ตนยังไม่เกิดแต่ก็ซึมซับเรื่อยมาและเคยเข้าเรียนที่นั้นด้วย

“วันนี้ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ใกล้ชิดพระองค์ รู้สึกตื้นตันใจมาก เนื่องจากดิฉันขอลางาน 3 สัปดาห์เพื่อสักการะพระบรมศพโดยเฉพาะ แม้ความจริงจะลางานไม่ได้และทางบริษัทก็ไม่เข้าใจถึงเหตุผลของลางานในครั้งนี้ แต่ก็ได้อธิบายถึงความสำคัญของการเดินทางว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความสำคัญกับตนเองเป็นอย่างมาก เพราะพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในเมืองที่ดิฉันจากมา และดิฉันมีความผูกพันอย่างยิ่ง เพราะแม้ดิฉันจะอยู่ในประเทศ แต่สิ่งที่ได้นำมาปฎิบัติใช้คือ เพลงต้นไม้พ่อ ที่ทำให้ดิฉันมีแนวคิดที่จะนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ซึ่งในทุกปีที่กลับบ้านยังบ้านที่จ.มุกดาหาร ก็จะนำสิ่งของมาบริจาคโรงเรียนอยู่เสมอ และอยากบอกคนไทยทุกคนว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ขอให้ไม่ลืมบ้านเกิด และขอให้ท่านกลับมายังบ้านเกิด นำความรู้หรือสิ่งที่ท่านเก็บเกี่ยวมาได้นั้น พัฒนาบ้านของท่านให้ดีขึ้นไป” นางสาวภัณฑิรากล่าวด้วยความตื้นตันใจ

นายเพ คริสเตียน เล่าว่า ครั้งแรกที่เคยเดินทางมาไทยก็สงสัยตลอดว่า ทำไมต้องมีรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ในทุกบ้าน แฟนสาวก็ได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังจนตนสนใจ และได้ไปซื้อหนังสือมาอ่านด้วยตัวเอง จนก่อนกลับนอรเวย์ได้ขอรูปภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 กลับไปแปะผนังบ้านที่นอรเวย์ด้วย สำหรับความรู้สึกที่ได้เข้าสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ในวันนี้นั้น ตนขอแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ด้วย ซึ่งตนรู้ดีว่าพระองค์ ทรงงานหนักมากมาตลอดชีวิตผ่านหนังสือเล่มใหญ่ที่ตนได้ซื้อมา

“ผมจำวันที่พระองค์เสด็จสวรรคตได้ ขณะนั้นทราบข่าวแล้วก็โทรหาแฟนสาวเพื่อบอกเรื่องดังกล่าว ซึ่งแฟนสาวผมร้องไห้ ส่วนตัวผมก็เสียใจมากอย่างบอกไม่ถูก เพราะผมติดตามข่าวสารของท่านมาตลอด อย่างพระอาการของท่าน ว่าวันนี้ท่านมีพระอาการดีขึ้นหรือไม่หรืออย่างไร และผมไม่อยากให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น” นายเพ คริสเตียน กล่าว

Advertisement

 

นางสาวภัณฑิรา ไชยเพชร พร้อมกับแฟนหนุ่มนายเพ คริสเตียน จอนเยน จากประเทศนอร์เวย์
นางสาวภัณฑิรา ไชยเพชร พร้อมกับแฟนหนุ่มนายเพ คริสเตียน จอนเยน จากประเทศนอร์เวย์

 

นางสาคร ตาเมืองปัก อายุ 59 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางมาจากเขตรามอินทรา กรุงเทพฯพร้อมกับลูกสาว โดยมาถึงสนามหลวงตั้งแต่เวลา 03.00 น. เล่าด้วยสีหน้าปลาบปลื้มหลังจากขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ ว่า รู้สึกดีใจมากที่สุดในชีวิต เพราะเป็นความตั้งใจของตัวเองว่า ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตหลังเกษียณที่บ้านเกิดในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้ชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนเอาไว้ จะต้องมากราบพระองค์ท่านสักครั้งหนึ่ง

“พระองค์ทรงสอนให้เราใช้ชีวิตอยู่บนหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตัวเองก็เชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่ดี เพราะเคยเห็นจากที่หลายคนก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงตัดสินใจว่าเมื่อเกษียณแล้วจะกลับไปทำไร่ทำสวนเลี้ยงปลาที่บ้านเกิด ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมพื้นที่เอาไว้บางส่วนแล้ว เช่น ขุดบ่อสำหรับเลี้ยงปลา หลังจากนี้ก็จะหาพันธุ์พืชต่างๆ ไปปลูกเพิ่มแบบค่อยๆ ทำกันไป” นางสาครกล่าว

 

นางสาคร ตาเมืองปัก
นางสาคร ตาเมืองปัก

 

นายสมบูรณ์ บัวน้อย อายุ 52 ปี ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางมาพร้อมครอบครัวมาเข้าแถวตั้งแต่เวลา 02.00 น. กล่าวว่า ตอนมาถึงมีคนมารออยู่แล้วจำนวนมาก แม้เลือกมากราบพระบรมศพในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะลูกๆ ที่ยังอยู่ในวัยเรียนได้มีโอกาสมากราบพระองค์ด้วย แต่เราก็ไม่เคยย่อท้อเพราะตั้งใจมากราบพระองค์ท่านจริงๆ ทั้งนี้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงงานเพื่อประชาชนคนไทย สมัยที่ยังเรียนหนังสือที่โรงเรียนตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เคยเฝ้าฯ รับเสด็จเมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ช่วยเหลือชาวบ้านภาคใต้ และเมื่อตนย้ายกลับมาอยู่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี แม้พระองค์ไม่ค่อยได้เสด็จฯมาบ่อยนัก แต่เมื่อทรงเห็นว่าเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งในหน้าฝน ทรงมีพระราชดำริให้สร้างเขื่อนรัชชประภา กักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลาก และมีน้ำใช้ในฤดูร้อน นอกจากช่วยบรรเทาทุกข์ของชาวบ้านที่อยู่บริเวณโดยรอบ ไม่ต้องเจอกับน้ำท่วมหนัก พร้อมสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้านด้วย

 

นายสมบูรณ์ บัวน้อย (ขวา) พร้อมครอบครัว
นายสมบูรณ์ บัวน้อย (ขวา) พร้อมครอบครัว

 

นายอดุล เจ๊ะอีซอ อายุ 44 ปี ชาวอ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังคดงอ เปิดเผยว่า เมื่อตนอายุ 21 ปี กระดูกสันหลังมีอาการคองอ ยืนไม่ได้ ต้องนอนรักษาตัวอย่างเดียว ตอนนั้นคิดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะโรคที่เกิดขึ้นกับตนมันเจ็บทรมานมาก แต่โชคดีที่ขณะนั้นมีเยี่ยมเยียนจากแพทย์หลวง และทำการรักษาพยาบาลให้กับชาวบ้านในพื้นที่ และตนเป็นหนึ่งในคนไข้ที่ท่านผู้หญิงรวิจิตร์ สุวรรณบุปผา ซึ่งขณะนี้เป็นนางสนองพระโอษฐ์สมเด็จพระราชินี รับตนเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง

“ผมได้รับโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต เสมือนได้ชุบชีวิตใหม่ เพราะก่อนทำการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช มีหมอเคยบอกกับผมว่า โรคที่เป็นอยู่มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ในทันที แต่เมื่อเราได้มีโอกาสที่ดี ก็จะไม่ท้อกับชีวิต และจะทำอย่างตามรอยพ่อสืบไป” นายอดุล กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าและว่า เป็นความตั้งใจว่าในชีวิตนี้จะต้องมาถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ ตื้นตันที่ได้ใกล้พระองค์ท่านมากที่สุด แม้ขณะนี้พระองค์ท่านจะจากพวกเราไปแล้ว แต่พระองค์ท่านจะอยู่ในใจของเราตลอดไป

 

นายอดุล เจ๊ะอีซอ คนไข้ในพระราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายอดุล เจ๊ะอีซอ คนไข้ในพระราชูปถัมภ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว