หญิงชาวฝรั่งเศสภูมิใจได้เข้าสักการะพระบรมศพ เผย เหมือนได้ใกล้ชิดพระองค์

19.12.16 | 14:05 น.

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 19 ธันวาคม ในการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งดำเนินเป็นวันที่ 67 น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พร้อมถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร

ในการนี้เป็นวันที่ 13 ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและถวายเป็นพระราชกุศล โดยช่วงเช้ามีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมบัญชีกลาง โรงงานยาสูบ และองค์การสุรา

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม มีจำนวนทั้งสิ้น 49,131 คน รวม 49 วัน มี 1,923,112 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 3,813,151.75 บาท รวม 49 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 150,927,439 บาท

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนยังคงต่อแถวเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอากาศในจะค่อนข้างร้อน แต่ประชาชนก็ไม่ลดละยังคงต่อแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

นางฐิติรัตน์ คงขวัญเมือง อายุ 48 ปี ชาวอ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เดินทางมาพร้อมกับครอบครัว และเพื่อนบ้าน จำนวน 20 คนด้วยรถโดยสาร 2 คัน กล่าวทั้งน้ำตาว่า เมื่อทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชสวรรคต แทบไม่เชื่อว่าเป็นความจริง ต้องใช้เวลาอยู่นานถึงจะสามารถทำใจได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาแล้วหลายเดือนแต่ก็ยังรู้สึกทำใจไม่ได้การที่พระองค์ไม่อยู่แล้ว แต่ช่วงนี้ก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ที่เมืองไทยมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจ และสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต

“ดิฉันรู้สึกว่า สิ่งที่พระองค์ทรงงานหนักและทรงพระราชกรณียกิจมากมายก็เปรียบได้กับการปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาและผลแก่คนในประเทศ ต่อจากนี้ไปพระองค์ไม่อยู่แล้ว ก็เหลือแต่หน้าที่ของคนไทยที่จะต้องช่วยกันรักษาและบำรุงต้นไม้นี้ให้คงอยู่สืบไปเพื่อให้คนรุ่นต่อๆไปยังได้ใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่พระองค์ทรงได้ริเริ่มไว้”นางฐิติรัตน์ กล่าว

นางวัลลภา นัมคนิสรณ์ อายุ 62 ปี กล่าวพร้อมน้ำตาว่า ด้วยความที่มีโรคประจำตัวและเจ็บป่วยมาโดยตลอด จึงคิดมาโดยตลอดว่า คงตายในไม่ช้านี้ และไม่น่าจะอยู่ทันทราบข่าวร้ายเช่นนี้ เมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์จึงรู้สึกทำใจไม่ได้อย่างมาก เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมา ก็ได้ติดตามและเห็นข่าวของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจและทรงงานมาโดยตลอด เพื่อให้คนไทยมีความผาสุกและอยู่ดีกินดี

“หากพูดถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ คงไม่สามารถพูดหมดได้ เพราะองค์ทรงตรากตรำทำงานหนัก มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากมายตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ยอมรับว่ายังมีพระราชกรณียกิจอีกหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน และก็เพิ่งได้รับรู้ด้วยซ้ำ หลังจากที่สื่อมวลชนได้นำเสนอ ทั้งชีวิตเกิดมา ก็คงไม่สามารถทดแทนพระคุณของพระองค์ที่ทรงเมตตาต่อชาวไทยทุกคนได้” นางวัลลภา กล่าว

นางโดโรธี แวนเดอเวน อายุ 70 ปีนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส ที่มาพักอาศัยในอ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นเวลา 6 เดือน กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกรักและชอบเมืองไทยอยู่แล้ว เพราะเมืองไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ ผู้คนเป็นมิตร และวันนี้ก็รู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องจากก็ได้พอรับทราบถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอีกทั้งพระองค์ยังทรงงานหนักเพื่อให้คนไทยคุณภาพชีวิตอยู่ดีกินดีมากยิ่งขึ้น

“ตอนที่ดิฉันเกิดมา ดิฉันเกิดที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งก็มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเหมือนกัน รวมทั้งราชวงศ์ของประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับราชวงศ์ไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีความผูกพันกับราชวงศ์ไทยไปด้วย เมื่อได้มีโอกาสมาสักการะพระบรมศพพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย จึงรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ท่าน” นางแวนเดอเวน กล่าว

นางโดโรธี - นางวัลลภา - นางฐิติรัตน์
นางโดโรธี – นางวัลลภา – นางฐิติรัตน์

นางแสงเดือน หิรัญพงษ์ อายุ 49 ปี ที่เดินทางมากับลูกสาว กล่าวว่า ตนมาสักการะพระบรมศพกับครอบครัว โดยก่อนหน้านี้เคยมาคนเดียว 3 ครั้ง สิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ตนรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช คือ ตั้งแต่ตนจำความได้ก็เห็นพระองค์ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมาตลอด เมื่อตอนตนอายุ 8 ปี พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน จึงได้มีโอกาสเฝ้าฯ รับเสด็จด้วย พ่อกับแม่ก็บอกให้ฟังว่าพระองค์เสด็จฯ มาทำอะไรบ้าง ตอนนั้นยังเด็กก็ไม่เข้าใจ แต่พอโตขึ้นก็ได้เห็นว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ มา บ้านเกิดของตนก็พัฒนาขึ้นมาก ทั้งการคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค จากเมื่อก่อนมีสภาพทุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า

นางแสงเดือนกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโบราณสถานที่ อ.เชียงแสน แล้วทรงมีรับสั่งให้บูรณะ จนขณะนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ที่สำคัญคือเมื่อก่อนบนยอดดอยในภาคเหนือจะมีการปลูกฝิ่นกันมากจนเรียกว่าเป็นพื้นที่สีแดง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งโครงการหลวงขึ้น โดยให้ปลูกพืชที่เป็นประโยชน์ทดแทนและสร้างรายได้ก็ทำให้ชาวเขาเลิกปลูกฝิ่นได้ จากการติดตามพระราชกรณียกิจต่างๆ ตนจะเห็นพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปในสถานที่ที่ทรงทำโครงการไว้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน

“ครั้งสุดท้ายที่ดิฉันได้เฝ้าฯ รับเสด็จ คือที่ทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปี 2555 แม้ขณะนั้นพระองค์มีพระอาการประชวร แต่ยังเสด็จฯ มาเยี่ยมเยียนประชาชน ทำให้รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก ทุกสิ่งที่พระองค์ทำได้ฝังอยู่ในใจดิฉันมาตลอด ดิฉันได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและสอนให้ลูกเดินตามรอยพระยุคลบาท” นางแสงเดือนกล่าวด้วยความตื้นตันใจ

S__5005570
แสงเดือน หิรัญพงษ์ กับลูกสาว

นายกำจิน ก้อนไพบูลย์ อายุ 84 ปี ที่เดินทางมาจากเขตดอนเมืองด้วยรถไฟมาลงสถานีหัวลำโพง และต่อรถมาพระบรมหาราชวังเป็นครั้งที่ 3 เผยว่า ในฐานะประชาชนที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9 ตั้งใจจะมากราบพระองค์ และรอส่งเสด็จจนถึงวันสุดท้าย ทุกวันนี้จึงพยายามดูแลตัวเอง อยู่กินอย่างพอดี รับประทานยาบำรุงให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อให้ได้อยู่กับลูกหลาน ใช้ชีวิตให้คุ้มเหมือนกับที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดูแลพระวรกายตัวเองให้ดูแลประชาชนได้นานๆ

“สมัยก่อนผมเป็นคนต่างจังหวัด ไม่มีโอกาสได้รับเสด็จ ไม่มีโทรทัศน์ แต่ติดตามข่าวสารของพระองค์จากทางวิทยุทุกวัน รับรู้มาตลอดว่าถ้าทรงเสด็จไปที่ไหน ที่นั้นก็มีแต่ความเจริญ ผมเก็บภาพปฏิทินของพระองค์ไว้เยอะมาก แปะไว้เต็มกับแพงบ้าน หลายภาพจะเห็นว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่บนดิน ทรงโปรดนั่งคุยกับพสกนิกรบนพื้นดิน ไม่เคยถือพระองค์ ไปในที่อันตรายทรงก็ไม่กลัวเลย ทรงรู้ปัญหาของประชาชนที่แท้จริง กลายเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ สร้างความสุขให้คนไทยจนถึงทุกวันนี้ นับเป็นบุญของผมกับลูกหลานที่ได้เกิดมาอยู่เป็นประชาชนของพระองค์” นายกำจิน กล่าวด้วยความตื้นตัน

S__5005571
กำจิน ก้อนไพบูลย์