เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ประชาชนทุกสารทิศทยอยต่อแถวเพื่อเข้าสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางอากาศร้อนในฤดูหนาว
นางเพ็ญพรรณ นิชย์วัฒนกุล อายุ 66 ปี ครูสอนวิชาภาษาไทย โรงเรียนนารีรัตน์ จ.แพร่ ปัจจุบันเกษียณราชการและมาพำนักอยู่กับลูกสาว ย่านจตุจักร กรุงเทพฯ ออกเดินทางมาพร้อมกับญาติ 8 คน ตั้งแต่เวลาตีสอง ด้วยความตั้งใจอยากมากราบสักการะพระบรมศพ แม้ต้องอดหลับอดนอนก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะตระหนักว่าความลำบากแค่เพียงนี้ มิอาจเทียบเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความผาสุกของคนไทย
“วันนี้มากราบสักการะพระบรมศพเป็นครั้งที่สอง เมื่อได้เข้ามาภายในเขตพระราชฐานก็ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์สถิตย์อยู่บนสรวงสวรรค์ จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา ความรู้สึกไม่ต่างจากอดีตเมื่อราว 40 ปีก่อน สมัยยังเรียน มศ.5 มีโอกาสมาเฝ้าฯ รับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริเวณวัดพระแก้ว แม้จะนานมาแล้วแต่จำได้แม่นยำว่าได้ชื่นชมพระบารมีท่านระยะใกล้ชิดมาก ห่างกันไม่เกิน 10 เมตร คิดว่าเป็นบุญของตัวเองจริงๆ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่เคยเห็นความทุกข์ของพระองค์เอง ทรงห่วงใยแต่ความทุกข์ของราษฎร ดังนั้นเมื่อทำงานเป็นครู จึงตั้งใจอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ควบคู่กับสอนหลักการใช้ชีวิตบนความพอเพียง รู้จักกินรู้จักใช้” นางเพ็ญพรรณกล่าว
ด้าน นางสาวเมี๊ยะ มู๋ อู ชาวเมียนมาร์ อายุ 23 ปี พนักงานร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ซึ่งมาอาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 มา 10 ปี เดินทางมาพร้อมกับเพื่อนพนักงานในร้านอาหาร กล่าวว่า แม้ตนเป็นคนเมียนมาร์แต่ก็รู้จักและรักในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะพระองค์มีจิตใจดี พอทราบข่าวว่าเสด็จสวรรคตก็รู้สึกใจหาย เสียใจไม่แตกต่างจากคนไทย วันนี้เป็นวันหยุดเมื่อพี่ๆ ที่ทำงานชวนมาสักการะพระบรมศพด้วยกัน จึงขอติดตามมาด้วยและจะถือโอกาสไปไหว้พระแก้วมรกตด้วย ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนแผ่นดินของพระองค์นั้น ได้ทำมาหากินด้วยความสุจริต มีเงินเก็บส่งให้ครอบครัวที่บ้านเกิดเมืองมะละแหม่ง มีความสุขมากเพราะคนไทยใจดี
นางสาวกีรติ ยิ้มปรางค์ อายุ 22 ปี นักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลพระพุทธบาท สระบุรี บอกว่าเดินทางมาพร้อมแม่และเพื่อนบ้านรวม 5 คน จาก บ้านเกิดใน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ตั้งแต่ 2 ทุ่มของเมื่อวานมาถึงกรุงเทพฯ ตอนตี 2 แล้วมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพในเวลาตี 4 ใช้เวลาประมาณ 6 ชม. ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อเลยเพราะแต่ละคนตั้งใจมากที่จะได้มาแสดงความอาลัยต่อในหลวง ร.9 อย่างใกล้ชิดสักครั้งหนึ่งในชีวิต
“เกิดมาไม่ทันช่วงที่พระองค์ทรงงานหนัก แต่ความที่เรารับรู้ว่าพระองค์ทรงงานมาตลอดชีวิต ก็รักพระองค์โดยไม่รู้ตัว รักเหมือนพ่อแม่แท้ๆ ตอนรู้ว่าท่านจากไปไม่คิดว่าจะเสียใจได้ขนาดนี้ นอกจากจะจดจำคำสอนของพระองค์เรื่องที่ไม่ให้ใส่ใจเวลาใครมาติฉินนินทา แล้วนำมาใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ที่วิทยาลัยพยาบาลที่เรียนอยู่ก็ปลูกฝังเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยความใส่ใจใช่เพียงแค่ร่างกาย มีประโยคหนึ่งที่ประทับใจไม่เคยลืมคือ ในหลวง ร.9 มีพระราชดำรัสว่าพระองค์ไว้ใจให้พยาบาลดูแลพระองค์ เพราะพยาบาลเลี้ยงพระองค์มา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นพยาบาล ในหลวงร.9 ทรงรักพยาบาลมาก เราก็ภูมิใจตรงนี้” น.ส.กีรติ กล่าว




