เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งวันนี้สำนักพระราชวังเปิดประตูวิเศษไชยศรี ตั้งแต่เวลา 04.40 น. จากปกติเปิดเวลา 08.00 น. พบพสกนิกรจากทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ภายหลังจากกราบสักการะจะได้รับข้าวพอเพียง ปฏิทิน ขณะที่สภาพอากาศในวันนี้แม้ว่าจะร้อนจัด แต่มีลมพัดเย็นตลอดเวลา ช่วยคลายความร้อนให้กับพสกนิกรทั้งหลายได้
น.ส.อัมพร บำรุงผล อายุ 58 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นำคณะครูและนักเรียนชั้น ป.5 รวม 100 ชีวิต เดินทางจากจังหวัดชลบุรี มากราบสักการะพระบรมศพ โดยนำคณะครูและนักเรียนมา 3 วัน ระหว่างวันที่ 27-29 ธันวาคม โดยวันที่ 27 ธันวาคม เป็นนักเรียนชั้น ป.4 และ วันที่ 29 ธันวาคม เป็นนักเรียนชั้น ป.5 นอกจาก กราบสักการะพระบรมศพ แล้ว ยังได้พานักเรียนได้สักการะพระแก้วมรกต ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเที่ยวชมสวนสัตว์เขาดินวนา ก่อนเดินทางกลับโดยรถบัสภายในวันเดียวกัน
น.ส.อัมพร เปิดเผยว่า ในฐานะที่ทุกคนเป็นข้ารองบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ล้วนอยากน้อมถวายแสดงความอาลัยแก่พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เด็กนักเรียนบางคนอาจขาดโอกาสไม่สามารถมาด้วยตัวเอง หรือมีผู้ปกครองพามา ทางโรงเรียนจึงได้ประสานงานกับทางสำนักพระราชวังเพื่อขอพาเด็กนักเรียน ตั้งแต่ชั้น ป.4-ป.6 มาถวายสักการะพระบรมศพ ซึ่งวันนี้เป็นวันที่สอง โดยโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงระดับประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นโรงเรียนวิถีพุทธ ดังนั้นหลักสูตรการสอนจึงบูรณาการด้านศีลธรรม ไม่ได้มุ่งเน้นแค่วิชาการ ทว่าสอนให้นักเรียนพอใจ พอเพียงจากสิ่งที่ตัวเองมี ด้วยพื้นที่ค่อนข้างจำกัดแค่ 2 ไร่ ประกอบกับอยู่ในเขตพื้นที่อุตสาหกรรม อาจจะไม่ได้มีการทำเกษตรเต็มรูปแบบ แต่ได้แนะให้นักเรียนลองปลูกพืชผักในกระถางทดแทน
น.ส.รำเพย อุตรัศมี อายุ 47 ปี ครูฝ่ายปฐมวัย โรงเรียนวัดบ้านนา (ฟินวิทยาคม) กล่าวว่า นักเรียนที่โรงเรียนส่วนใหญ่พ่อแม่ ประกอบอาชีพรับจ้างในเขตอุตสาหกรรม ไม่มีเวลาพานักเรียนเดินทางมาก ทางโรงเรียนซึ่งปกติมีการจัดกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนอยู่แล้วจึงได้พานักเรียน ชั้น ป.4-6 เดินทางมาสักการะพระบรมศพ
“รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อประชาชนคนไทย ตอนเด็กอาศัยอยู่ที่จ.กาฬสินธุ์ ได้เคยรับเสด็จพระองค์ท่านช่วงที่เสด็จฯไปเยี่ยมประชาชน ถือเป็นความภาคภูมิใจหนึ่งในชีวิต ทั้งนี้ ตนยังได้สอนให้นักเรียนที่โรงเรียนได้ยึดปฏิบัติตนโดยมีพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างในทุก ๆ ด้าน ทั้งความพอเพียง ความอดทน มีระเบียบวินัย รวมทั้ง ตั้งใจเรียนและเป็นคนดี ” น.ส.รำเพย กล่าว
นายจุฬนิจ ชูศรี ชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี อายุ 23 ปี ขณะนี้ศึกษาอยู่ชั้นปี 2 คณะครุศาสตร์ สาขาพละศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เดินทางพร้อมเพื่อน นายปรีชา คำนวนสกุณี อายุ 23 ปี ออกจากที่พักเพื่อมารอต่อแถวเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 03.00 น. และเข้าสักการะเวลา 09.30 น. ซึ่งนายจุฬานิจ เปิดเผยหลังเข้ากราบสักการะพระบรมศพ ว่า ปลาบปลื้มใจและรู้สึกว่าเป็นบุญมากที่ได้มากราบสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ระหว่างกราบสักการะพระบรมศพตนได้อธิษฐานให้พระองค์ได้ปกปักคุ้มครองประชาชนทุกคนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข อย่างไรก็ตาม แม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางมา แม้จะต้องมาแต่เช้าหรือรอคิวหลายชั่วโมงก็ไม่รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด ตั้งใจว่าจะหาโอกาสเดินทางมากราบพระองค์อีก
“ตั้งแต่เด็กได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักเพื่อประชาชนทุกคน อดทนเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผมทำตามความฝันที่จะเป็นครูพละศึกษา จากที่ช่วงวัยเด็กค่อนข้างจะเกเร และไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ หากได้เป็นครูตั้งใจจะปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียน ไม่เพียงแค่บอกให้นักเรียนทำนั่นทำนี่ อย่างนักเรียนวิ่งเราก็จะต้องวิ่งด้วย นอกจากนี้ ตนยังได้น้อมนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน บ้านที่สุราษฎร์ฯ ได้ปลูกผัก และเลี้ยงปลา ไว้กินในครัวเรือน นอกจากนี้ในส่วนการใช้จ่ายก็จะประหยัดอดออม เมื่อมีเวลาว่างก็จะไปรับจ้างเป็นกรรมการตัดสินกีฬาต่างๆ เป็นการหารายได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่” นายจุฬนิจ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น





